ที่สุดแห่งคำสอนของเซ็นก็คือ ...
การเปลี่ยนทัศนคติ ...หรือความคิดเห็นเสียใหม่
เฉพาะอย่างยิ่ง ...เปลี่ยนความคิดเห็นทางด้านอัตตาตัวตนเสียใหม่
จากที่เคยมีความคิด มีความเห็นว่า มีตัวมีตนจริง ๆ
หรือมีรูป มีนาม เป็นตัวเป็นตน
หรือคิดเห็นว่า มีคนเป็นหญิง เป็นชาย
มีสรรพสิ่ง วัตถุสิ่งของ ก็ต้องคิดนึกเสียใหม่
หรือเปลี่ยนความคิดความเห็นเสียใหม่
นั่นคือต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า .....
ทั้งหลายทั้งปวงล้วนเกิดขึ้นจาก "ความคิด" "ความเห็น" ของมนุษย์
โดยสภาวะที่แท้ หรือ ในทาง “ปรมัติธรรม” แล้ว
ไม่เป็นตัวเป็นตน ไม่เป็นรูป ไม่เป็นนาม
ไม่เป็นธาตุ ไม่เป็นขันธ์ ไม่เป็นคน ไม่เป็นสัตว์แต่ประการใด
สรุปว่าไม่มีบุคคล ไม่มีสัตว์ ไม่มีชีวิต
ไม่มีสิ่งที่ไม่มีชีวิต และไม่มีสิ่งที่มีชีวิต
มีแต่เพียงสิ่งสมมุติ คือ ...
...สมมุติว่าเป็นคนหรือบุคคล เรียกว่า “บุคละบัญญัติ”
...สมมุติว่าเป็นสัตว์ เรียกว่า “สัตวะบัญญัติ”
...สมมุติว่ามีชีวิต เรียกว่า “ชีวะบัญญัติ”
ทั้งนี้ อาจจะเรียกอีกประการหนึ่งว่า .....
สรรพสิ่งเป็นแต่เพียง สักแต่ว่า ...
เช่น สักแต่ว่าดู สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าทำ
สักแต่ว่าลิ้มรส สักแต่ว่าร้อน สักแต่ว่าหนาว
สักแต่ว่าทุกข์ สักแต่ว่าร่ำรวย สักแต่ว่ายากจน
สักแต่ว่าเป็นผู้ว่า สักแต่ว่าเป็นนายก ฯ
สักแต่ว่าเป็นคนเป็นสัตว์ สักแต่ว่าเป็นหญิงเป็นชาย เท่านั้นเอง
ดังนั้น ...จึงต้องระลึกรู้โดยไม่มีผู้ระลึกรู้
ซึ่งก็คือเป็นเพียงการประกอบของธาตุรู้ขึ้นมาตามสภาวะ
มิได้เป็นความรู้ และความไม่รู้ของใคร
คือความรู้ที่ว่า ความคิดนี้สักแต่ว่าคิด
จะคิดอะไร จะฟุ้งซ่านมากน้อยแค่ไหน ก็อย่าตามความคิดไป
ให้มีสติเห็นความคิดเหล่านั้นว่า มันไม่ได้เป็นตัวตนของตน
สักแต่ว่าคิดไปตามเหตุปัจจัยที่กระทบ .....
อริยชน หรืออริยสงฆ์ จึงไม่ให้ความสำคัญต่อความคิดนึกทั้งหลาย
เพราะหากมัวแต่สนใจกับความคิดนึกปรุงแต่งแล้ว
ความคิดปรุงแต่งมันจะพาไปหาเหตุแห่งทุกข์อยู่ร่ำไป
ขอย้ำว่า ...การเห็นนี้ สักแต่ว่าเห็น
เพราะอายตนะมันทำหน้าที่เป็นเพียงสื่อ
หรือเครื่องมือในการรับภาพ รับเสียง รับสิ่งต่าง ๆ เข้ามา
เพื่อให้ขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)
รับช่วงต่อ คือทำหน้าที่ปรุงแต่งต่อไป .....
ทางธรรมะฝ่ายเถรวาทจึงบอกว่า ...ให้เป็นแต่เพียง “เห็นสักแต่ว่าเห็น”
อย่าได้นำสิ่งที่เห็นมาปรุงแต่ง และอย่าให้เกิดความสำคัญมั่นหมาย
เมื่อไม่ให้ความสำคัญ มันจึงไม่มีความสำคัญพอ
ที่จะทำให้เราต้องมีความสุข หรือทุกข์กับมัน .....
ความจำนี้ สักแต่ว่าจำได้ ก็มันเคยบันทึกไว้
มันก็ส่งออกมาแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดา
มันไม่ใช่ว่าเราจำเก่ง เราจำแม่น เราดีกว่าเขา
แม้ว่าจะมีความจำได้ดีกว่าเขา
แต่เมื่อพออายุมากขึ้นก็ลืมเลือนพอกัน
เพราะมันไม่ใช่ของใคร
และความจำมันก็เสื่อมถอยไปตามกลไกธรรมชาติ
เฉพาะอย่างยิ่ง มันคือร่างกาย มีการเปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปเรื่อย
คือเซลล์เปลี่ยนแปลงแปรปรวน ถ้าจะไปยึดเกาะสิ่งหนึ่งสิ่งใด
สิ่งนั้นย่อมทำให้เป็นทุกข์ได้ตลอดเวลา .....
ดังนั้น ...การเปลี่ยนแปลง การไหลไปของกระแสธรรมชาติ
มันไหลไปตลอดเวลา ไม่ได้เป็นของใครแม้แต่น้อยนิด
เพียงแต่ถ้าใครอุปาทานว่า สิ่งนี้ ความคิดนี้
ความจำนี้ อารมณ์นี้เป็นของเรา
เราก็ต้องรับผลจาก ขันธ์ 5 ที่มันปรุงแต่งให้เกิดหลากหลายอารมณ์ .....
เฉพาะอย่างยิ่ง ...มันปรุงแต่งว่าเป็นของเขา ว่าเป็นของเรา
อีกทั้งยังมีการปรุงแต่งสิ่งว่างเปล่าให้มีตัวตน
และมีลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้
ทั้งที่มันเป็นแต่เพียงกลไกธรรมชาติเท่านั้น
เมื่อเกิดความรู้สึกนึกคิดเป็นตัวตน ก็จะมีตัวเราผู้กระทำกรรม
ซึ่งก็ย่อมมีการบันทึกผลของกรรมนั้น ๆ
การที่จิตมีการบันทึกไว้ก็จะเป็นการชดใช้ทั้งกรรมดีและกรรมชั่วต่อไป
ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เห็นว่าเป็นตัวเป็นตน หรือมีตัวมีตนจริง ๆ
จึงต้องเวียนว่ายตายเกิด ใช้เวรใช้กรรมกันต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
นั่นก็คือ ... "เมื่อมีตัวตนผู้กระทำ จึงมีตัวตนของผู้รับกรรม"
ต้องชดใช้กันไปไม่มีที่สิ้นสุด
คือต้องเวียนเกิดเวียนตายเพื่อมาชดใช้กรรม
อย่างที่มนุษย์กำลังกระทำกันอยู่ในทุกวันนี้ .....
zensiam.com