" ยึดมั่นในความไม่ยึดมั่น "
การที่เรายึดมั่นอยู่ในสิ่งหนึ่งสิ่งใด ย่อมนำพาไปสู่ความทุกข์ได้ทั้งนั้น เพราะการรู้ว่าธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดถือมั่น ให้ว่างจากการยึดมั่น มักมีผู้เข้าใจว่า ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องไม่ยึดถือในทุกๆสิ่ง แต่ในความเป็นจริง ตราบที่ยังไม่บรรลุอรหันต์ แม้เราจะรู้ว่าธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดถือมั่น เราก็ยังไม่สามารถจะไม่ให้มีสิ่งที่ยึดถือ หรือ ตัดความยึดมั่นลงได้ หากการปฏิบัติจะช่วยให้เราจะค่อยๆยึดน้อยลงเรื่อยๆ เราจึงว่างมากขึ้นตามลำดับ แต่ก็เป็นความว่างลักษณะที่ว่า ว่างจากสิ่งหนึ่ง ก็ไปยึดอีกสิ่งหนึ่ง เช่น ยึดมั่นในความดี เพื่อละวางความชั่ว ยึดความสงบหรือความว่างในบางอย่างเพื่อปล่อยวางความดี จนกระทั่งสามารถเข้าถึงว่างที่ปราศจากความยึดได้อย่างแท้จริงอันเป็นการยึดที่ทำให้กิเลสเบาบางลง จนกระทั่งหมดความยึดได้ในที่สุด การที่จะเข้าถึงความว่างเพื่อปล่อยวางในทุกสิ่งจึงจัดเป็นปัญญาที่เกิดจากการฝึกเป็นขั้นๆมาตามลำดับ ไม่ใช่เพียงการรู้ด้วยสัญญาว่าธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดถือมั่น แล้วก็ “ยึดมั่นในความไม่ยึดมั่น” ซึ่งการยึดมั่นในความไม่ยึดมั่นนี้ เป็นการเพิ่มพูนโมหะ อันมีอวิชชาเป็นรากเหง้า ก่อนที่เราจะปล่อย เราก็ต้องยึดด้วยปัญญาก่อน แล้วจึงปล่อย ซึ่งการปล่อยก็ต้องปล่อยด้วยปัญญาอีกเช่นกัน การไม่ยึดมั่น จึงหมายถึง " การยึด แต่ไม่มั่น " จากนั้นปล่อย นั้นเอง
.....................วิมุตติ ธรรม.......................