Sahara originated The desert is the land part of the surface world. That held until the arid plants and animals could not sustain life, or even the people they live with, but it is not the same, because the heat and dune. Image from: http://www.danheller.com/sahara.html สภาพการไร้ฝนและอุณหภูมิที่ร้อนจัดในทะเลทราย มีผลทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศเหนือทะเลทราย เกือบเป็นศูนย์ตลอดปี และถึงแม้ในบางเวลาจะมี ฝนตกในทะเลทรายบ้างก็ตาม แต่อากาศที่ร้อนจัดได้ทำให้น้ำฝนระเหยหายไปก่อนที่เม็ดฝนจะตกถึง พื้นทรายยกเว้นกรณีที่เป็นห่าฝน ซึ่งเมื่อตกถึงทรายแล้วน้ำก็จะไหลซึมลงไปใต้ดินกลายเป็นน้ำบาดาล สู่โอเอซิส (oasis) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์กลางทะเลทรายในที่สุดโลกมีทะเลทรายหลายแห่งทะเลทรายที่มีชื่อเสียงได้แก่ ทะเลทราย Sahara ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ทะเลทราย Gobi ในมองโกเลีย ทะเลทราย Turkertan ในรัสเซีย Great American Desert ในอเมริกา และ Patagorian ในอาร์เจนตินา เป็นต้น ลักษณะทั่วไปทางภูมิศาสตร์ของทะเลทรายก็เช่นเดียวกับพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของโลกคือ มีภูเขา ที่ราบ และเนินทราย (dune) ซึ่งเนินทรายนี้อาจสูงถึง 300 เมตร และเคลื่อนที่ได้ในอัตราเร็วปีละ 10 เมตร เพราะเวลาลมทะเลทรายพัด แต่ถ้าลมพัดแรงภูเขาทราย ก็อาจเลื่อนได้ไกลถึง 20 เมตรในหนึ่งวัน และเมื่อภูเขาทรายเคลื่อนที่ถึงสิ่งใด มันก็จะถมทับสิ่งนั้นจนหมดสิ้น และเนินทรายจะมีรูปร่าง อย่างไรนั้นก็ขึ้นกับพลศาสตร์ระหว่างลมและทราย แต่ถึงกระนั้นความเอียงของทุกเนินทรายก็ไม่เคยเกิน 32 องศาอุณหภูมิของอากาศเหนือทะเลทรายแต่ละแห่ง ตามปกติจะไม่เท่ากัน ขึ้นกับว่าทะเลทราย ตั้งอยู่ที่ใดของโลก การแทบจะไม่มีเมฆ ในท้องฟ้าทำให้ทะเลทรายได้รับแสงแดดจากดวงอาทิตย์ตรงๆ อุณหภูมิของอากาศเหนือทะเลทรายจึงอาจสูงถึง 65 องศาเซลเซียส แต่ในเวลากลางคืน เพราะทรายคายความร้อนได้เร็ว อุณหภูมิของอากาศอาจลดต่ำถึง 25 องศาเซลเซียสได้ ความแตกต่างที่มาก ระหว่างอุณหภูมิของอากาศในเวลากลางวันและกลางคืนนี่เองที่เป็นสาเหตุทำให้ในทะเลทรายมีพายุพัดรุนแรง ซึ่งนักท่องทะเลทราย มักจะพบว่าพายุทรายนั้นพัดรุนแรงมากและเกิดบ่อย นอกจากเหตุผลด้านอุณหภูมิแล้ว ลักษณะภูมิประเทศทั่วไปและตำแหน่งของ ทะเลทรายบนโลกก็มีส่วนในการกำหนดความเร็วของลม สถิติความเร็วของลมทะเลทรายมีสูงถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็ว ที่สูงเช่นนี้สามารถพัดพาเม็ดทรายและฝุ่นละอองไปตกได้ในที่ไกลๆ เช่น พายุทะเลทรายในออสเตรเลีย อาจจะหอบทรายไปตก ในนิวซีแลนด์ที่อยู่ไกลออกไป 2,400 กิโลเมตร หรือพายุทรายใน Sahara อาจหอบทรายไปตกทางตอนเหนือของยุโรปได้สบายๆImage from: http://www.calacademy.org/exhibits/africa/exhibit/sahara/index.htmlทะเลทราย Sahara ซึ่งเป็นทะเลทรายที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในโลกคือ มีเนื้อที่ประมาณ 9.3 ล้านตารางกิโลเมตร (ใหญ่เท่าอเมริกาทั้งประเทศ) และตั้งอยู่ ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา มีอาณาเขตทิศตะวันตกจดมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศตะวันออกจดทะเลแดง ทิศเหนือจดภูเขา Atlas และทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและ ทิศใต้จดเส้นละติจูด 15 องศาเหนือ โดยมีประเทศ Tunisia, Chad Libya, Algeria, Sudan, Niger และ Egypt ตั้งอยู่รายรอบ อุณหภูมิของอากาศทะเลทรายในเดือนกรกฎาคม โดยเฉลี่ยแล้วสูงประมาณ 32 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิในเดือนมกราคมโดยเฉลี่ย สูงประมาณ 20 องศาเซลเซียส สถิติอุณหภูมิสูงสุดในเวลากลางวันเท่ากับ 57 องศาเซลเซียส เนินทรายที่สูงที่สุดในโลกก็คือสูงถึง 465 เมตร ตั้งอยู่ในทะเลทราย Sahara นี้ที่ Isaouane-N-Tifernine ใน Algeria ลมพายุใน Sahara ที่พัดแรงและมีชื่อเสียง เช่น ลม Sirocco และ Khamsin เป็นต้น อนึ่ง ทะเลทรายนี้มีฝนตกไม่เกินปีละ 25 เซนติเมตร และฝนจะตกไม่สม่ำเสมอ แต่จะตกแรงและสิ้นสุดเร็ว จนทำให้ลำธารเล็กๆ ที่มีอยู่ตามหุบเขาในทะเลทรายกลายสภาพเป็นแม่น้ำได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงสภาพทั่วไปทางภูมิศาสตร์ของ Sahara เป็นพื้นที่ราบ แต่ก็มีภูเขาสูงบ้าง เช่น ภูเขา Ahaggar ที่สูง 3,300 เมตร ใน Algeria และในบริเวณทางเหนือของทะเลทรายจะมีแหล่ง oasis มากกว่าทางตอนใต้ และแหล่งน้ำนี้เป็นที่ที่มีการปลูกปาล์ม มะกอก องุ่น ข้าวสาลี และข้าวบาเลย์มาก โดยได้น้ำในการทำเกษตรกรรมจากภูเขา Atlas ที่อยู่ไกลออกไป 400 กิโลเมตร ในทะเลทรายนี้ ยังมีเมืองโบราณที่ถูกทรายทับถมหลายเมือง ส่วนทางด้านตะวันออกของทะเลทรายมีแม่น้ำไนล์ไหลผ่าน จึงทำให้พื้นดินส่วนนี้ มีการทำเกษตรกรรม ส้ม ผลไม้ และฝ้าย นอกจากนี้ Sahara ยังมีแหล่งน้ำมันด้วย จึงทำให้มีการนำรถยนต์มาใช้ในการติดต่อ เดินทางถึงกันแทนที่จะใช้อูฐดังเช่นในสมัยก่อนOne of the questions that have been dazed and geography question for a long time is the Sahara begin?, because archaeologists have unearthed the seeds. In many places in the desert, which is the evidence that shows that in the past 6000 years ago, when the Sahara 9000-this has been a paradise of Eden with green grass and plants in abundance. But why, as of today, and today, it's only sand with sand, Sahara.Geophysical Research Letters magazine in issue 26, page 2037 M.Claussen Potsdam Institute for Climate and excellent Impact Research in Germany, a country in the areas of Sahara explains why that.การวิเคราะห์เมล็ดพืชโบราณได้ทำให้เขารู้ว่าเมื่อ 6,000-7,000 ปีก่อนนี้ อากาศใน Sahara อบอุ่น และ Sahara มีป่า มีต้นไม้มากมาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 2,000 ปีได้เกิดเหตุการณ์ภัยแล้งอย่างรุนแรงที่กินเวลานาน 400 ปี ทำให้ผู้คน ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ใน Sahara ต้องอพยพย้ายแหล่งทำมาหากินไปอยู่ ณ ที่ใหม่ตามลุ่มน้ำไนล์ และสาเหตุที่ทำให้เกิดภัยแล้งระดับ มหากาฬนั้น Claussen ได้ให้เหตุผลว่า เกิดจากการที่แกนของโลกได้เปลี่ยนระดับการเอียง คือได้ลดลงจาก 24.14 องศามาเป็น23.45 องศา ทำให้ฤดูร้อนในซีกโลกทางเหนือมีอุณหภูมิลดลง เพราะแสงอาทิตย์ตกกระทบพื้นผิวโลกส่วนนี้น้อยลง และเมื่อ Claussen นำข้อมูลการเย็นลงของฤดูร้อนนี้ป้อนเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อศึกษาผลกระทบที่จะมีต่อกระแสน้ำในมหาสมุทรและ อากาศเหนือทวีปแอฟริกา รวมทั้งลมมรสุมที่จะพัดมาจากมหาสมุทรอินเดียเพื่อนำฝนมาตกใน Sahara เขาก็ได้พบว่า พายุนำฝนนี้ได้อ่อนแรงลงมากคือไม่สามารถนำฝนมาตกใน Sahara ได้มากดังเคย การมีฝนตกน้อย ทำให้ต้นไม้และพืชต่างๆ ล้มตาย และเมื่อป่าไม้สลายมาก ความสามารถในการเก็บความชื้นของดินก็ยิ่งน้อย ทำให้ฝนตกยิ่งน้อยและต้นไม้ก็ยิ่งตาย วงจรที่ใช้เวลา 400 ปีนี้ได้ทำให้ต
การแปล กรุณารอสักครู่..
