The legendary city of wiang kalongCity of wiang kalong, which currently are in the wiang PA Pao district zone. The ancient town of Chiang Rai, which has archaeological evidence that the current trend is visible in the old city walls and moat, where decay is the trend that can be seen.A study of aerial photographs Chanyaona SUPA Nova Natura was a portent of the dowry by ancient communities research project from aerial photographs of Chulalongkorn University. Found that in the area of the district, Amphoe wiang PA Pao found that areas with all 6 wiang PA Pao hotels, which is a major source of wiang kalong and there is archaeological evidence that most clearly.From archaeological evidence, this custom made the reputation of wiang kalong. daybreak's and wait for the search puzzle. Addressing the subject of specialized groups that build the city. An important piece of evidence is "wiang kalong kiln", which is the key to finding the long history.การค้นพบเมืองโบราณเวียงกาหลง เริ่มต้นจากการค้นพบเครื่องถ้วยเวียงกาหลงและเตาเวียงกาหลง ซึ่งมีการขุดค้นพบครั้งแรกโดย พระยานครราม และได้มีการบันทึกเรื่องราวของเครื่องถ้วยเวียงกาหลงและเมืองโบราณแห่งนี้ลงในนิตยสาร ของสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ ๒๙ ตอนที่ ๑ ประจำเดือนสิงหาคม ค.ศ. ๑๙๓๖ โดยในคำบรรยายดังกล่าวพระยานครราม เชื่อว่าเครื่องถ้วยจากป่ากาหลงนี้ เก่าแก่ยิ่งกว่าเครื่องถ้วยที่ผลิตในสวรรคโลก (ชะเลียง ) และสุโขทัย และความสนใจในเรื่องเมืองเวียงกาหลงนี้ก็มีมากขึ้น ภายหลังการศึกษาเชื่อว่าเมืองเวียงกาหลงสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๕ ( พ.ศ.๕๐๐-๕๙๙ ) และในส่วนของบันทึกพงศาวดารเชื่อว่า เมืองเวียงกาหลงนั้น น่าจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวดับเมืองเชียงลาว ทั้งสองเมืองนี้อยู่ในจังหวัดเชียงรายจากหลักฐานจารึกที่อนุสาวรีย์ พ่อเมืองเวียงป่าเป้า พบว่าเวียงกาหลงสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๕โดยอ้างพงศาวดารชาติเล่มที่ ๓ ของพระบริพารเทพธานี จากการศึกษาของผู้เขียน พงศาวดารดังกล่าวระบุว่าเมืองเวียงกาหลงอยู่ในยุคเดียวกับเมืองเชียงลาว แต่ไม่ได้ระบุถึงผู้ก่อตั้งเมืองโบราณนี้ ความขัดแย้งของหลักฐานเริ่มมีมากขึ้น เมื่อมีการศึกษาถึงประวัติเมืองเชียงลาว เมืองเชียงลาวนี้ปกครองโดยกษัตริย์ในราชวงศ์ลาวจักราช การเริ่มต้นของราชวงศ์ลาวจักราชนี้ในตำนานเมืองเชียงใหม่ระบุว่า ราว พ.ศ. ๑๑๘๒ หรือในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ความขัดแย้งเริ่มมีมากขึ้นเมื่อนายเรจินาลค์ เลอเมย์ ได้คัดค้านของพระยานครราม ว่า เตาเวียงกาหลงน่าจะมีอายุไม่เกิน ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งหมายถึงว่าเมืองโบราณเวียงกาหลง มีอายุไม่เกินพุทธศตวรรษที่ ๒๑ และทำให้ความเชื่อเกี่ยวกับการกำเนิดเมืองเวียงกาหลง ๒ ทฤษฎีแรกถูกคัดค้านมากขึ้น เมื่อมีการตรวจสอบทางโบราณคดีพบว่าเมืองเวียงกาหลงและเตาเผาเครื่องเคลือบมีอายุประมาณพุทธสตวรรษที่ ๒๐-๒๒ โดยการยืนยันของกรมศิลปกรแต่ข้อยุติเรื่องเมืองโบราณเวียงกาหลงยังไม่ยุติลงเพราะ ผู้ที่มีความเชื่อว่าเวียงกาหลงสร้างขึ้นในยุคก่อนสร้างล้านนาประเทศ ( พุทธศตวรรษที่ ๕ ) หรือผู้ที่เชื่อว่าเวียงกาหลงเกิดในยุคเดียวกับเมืองเชียงลาว ยังมีข้อสันนิษฐานว่า เครื่องปั้นดินเผาของเวียงกาหลง อาจเกิดในยุคหลัง เพราะตามธรรมดา เมืองโบราณต้องใช้เวลาสั่งสมอารยะธรรมอย่างน้อยเป็นชั่วอายุคนจากข้อสันนิษฐานต่างๆ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเวียงกาหลงเกิดขึ้นในยุคใด และสาเหตุของความมืดมนในการค้นหาคำตอบ คือเวียงกาลหลงไม่ได้อยู่ในเส้นทางการเดินทัพของพม่าจึงไม่มีการบันทึกเรื่องราวไว้ในประวัติศาสตร์ แต่ที่น่าสนใจก็คือเวียงกาหลงได้มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมตลอดจนการติดต่อกับเมืองต่างๆ ในอดีต จนเห็นเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลงมีลักษณะการเขียนลายที่เหมือนกับเครื่องถ้วยชิงไป๋ ของจีน ส่วนของชาติไทยด้วยกัน เมืองเวียงกาหลงก็ติดต่อกับเมืองแบใกล้เคียงเช่น ชะเลียง สวรรคโลก แต่กลับไม่มีการจดบันทึกกับเมืองเหล่านี้ไว้อาจเป็นไปได้ว่าเมืองเวียงกาหลงมีชื่อเรียกอีกอย่าหนึ่ง ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าศึกษาต่อไปการเสื่อมสลายของเมืองเวียงกาหลงจากหลักฐานที่มีการค้นพบเมืองเวียงกาหลง มีเตาเผา กว่า ๒๐๐ เมืองนี้จึงเป็นเมืองที่ใหญ่โต ตลอดจนเวียงกาหลงอยู่ท่ามกลางเมืองต่างๆ ของ อาณาจักรล้านนา และมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านขึ้นไปทางทิศเหนือ สภาพภูมิประเทศเชื่อว่าบริเวณนี้ เป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ประกอบกับตัวเมืองเวียงกาหลงได้สร้างปราการกั้นเป็นเนินดินสูง และมีการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำ เป็นที่ตั้งของชุมชนที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ และปลอดภัยจากการเดินทัพ สันนิษฐานว่าเมืองโบราณเวียงกาหลง เกิดน้ำท่วมใหญ่ บ้านเมืองจมอยู่ใต้น้ำ ผู้คนอพยพย้ายถิ่น หลักฐานที่ปรากฏได้แก่ แหล่งเตาเผาจำนวนมากที่จมอยู่ใต้ดิน
การแปล กรุณารอสักครู่..
