คำแนะนำอะไรที่คุณจะแนะนำให้กับคนที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกฎหมาย “กฎหมาย” โดย การแปล - คำแนะนำอะไรที่คุณจะแนะนำให้กับคนที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกฎหมาย “กฎหมาย” โดย อังกฤษ วิธีการพูด

คำแนะนำอะไรที่คุณจะแนะนำให้กับคนที่

คำแนะนำอะไรที่คุณจะแนะนำให้กับคนที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกฎหมาย

“กฎหมาย” โดยหลักแล้วถือเป็นศาสตร์เฉพาะสาขาหนึ่ง ซึ่งต้องมีการเรียนรู้ทำความเข้าใจเพื่อที่จะเข้าถึงความหมายและเจตนารมณ์ที่แท้จริงของตัวบทกฎหมาย อันเป็นที่มาของการนำไปปรับใช้กับข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง โดยประชาชนที่อยู่ภายใต้การบังคับใช้ของกฎหมายควรที่จะต้องรู้และเข้าใจ ในความเป็นจริงนั้นมีเพียงคนอยู่เพียงจำนวนหนึ่งที่ได้ศึกษากฎหมายอย่างละเอียด แต่กลับมีคนจำนวนมากที่ไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายทั้งยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมายต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเกิดจากการถูกเอาเปรียบหรือปัญหาอื่นใดก็ตาม ฉะนั้นแล้วหากเราเป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านกฎหมาย ก็ควรที่จะทำให้ผู้ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมายผู้นั้น สามารถคลายความสงสัยได้

ก่อนอื่น สิ่งทีข้าพเจ้าจะอธิบายให้ผู้ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมายทราบ ก็คือ นิยามโดยทั่วไปของกฎหมาย ซึ่ง กฎหมาย ก็คือ ระเบียบ ข้อบังคับ บทบัญญัติซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐหรือประเทศ ได้กำหนดมาเพื่อใช้ในการบริหารบ้านเมืองหรือบังคับความประพฤติของ ประชาชนในรัฐหรือประเทศนั้นให้ปฏิบัติตาม เพื่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม เพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคล หากผู้ใดฝ่าฝืน จะได้รับผลอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ที่มีข้อสงสัยดังกล่าว ได้เข้าใจว่ากฎหมายคืออะไร มีจุดประสงค์เพื่ออะไร ทำไมเราจึงต้องอยู่ภายใต้การบังคับใช้ของกฎหมาย

นอกจากนี้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่สามารถจัดกลุ่มแบ่งประเภทออกได้ 2 ประเภท คือ กฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีสบัญญัติ กฎหมายสารบัญญัติเป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่ของบุคคล เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนกฎหมายวิธีสบัญญัติเป็นกฎหมายประกอบที่วางวิธีปฏิบัติในการที่บุคคลจะเรียกร้องขอความคุ้มครองของกฎหมายสารบัญญัติในเมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิตามกฎหมายสารบัญญัติหรือมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิทางศาล ดังนั้นบุคคลจะมีสิทธิหน้าที่อย่างไรย่อมเป็นไปตามกฎหมายสารบัญญัติ แต่เมื่อมีความจำเป็นต้องบังคับตามสิทธินั้น จะต้องมีการฟ้องร้องต่อศาลต่อไป
และต่อมาในส่วนของประเด็นที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมายนั้น ก็ต้องดูว่าผู้นั้นสงสัยหรือประสบปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมายในเรื่องใดและอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น นาย A นายจ้างของบริษัทแห่งหนึ่ง มาปรึกษาข้าพเจ้า จากกรณีที่ลูกจ้างของบริษัทได้ทำการแจ้งข้อเรียกร้องโดยทำตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 ขอให้บริษัทนายจ้างจัดบ้านพักอาศัยให้แก่ลูกจ้าง แต่ผู้แทนทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างเจรจากันตามกฎหมายแล้วไม่อาจตกลงกันได้ ทางลูกจ้างจึงนัดหยุดงานโดยแจ้งการนัดหยุดงานเป็นหนังสือให้นายจ้างและพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 24 ชั่วโมงแล้ว เมื่อครบระยะเวลาที่แจ้ง ลูกจ้างก็หยุดงานไป โดยทางฝ่ายนาย A ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย จึงไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไรในทางกฎหมาย จากที่กล่าวมา นาย A มีข้อสงสัยว่าการนัดหยุดงานของลูกจ้างนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าก็จะแนะนำนาย A นายจ้างของบริษัท ซึ่งเป็นผู้ที่มาปรึกษาว่า กรณีดังกล่าวเป็นการนัดหยุดงาน กล่าวคือ เป็นการที่ลูกจ้างร่วมกันไม่ทำงานชั่วคราวเนื่องจากข้อพิพาทแรงงาน ซึ่งตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 34(1) บัญญัติห้ามมิให้ลูกจ้างนัดหยุดงานเมื่อยังมิได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องต่ออีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 13 หรือได้แจ้งข้อเรียกร้องแล้ว แต่ข้อพิพาทแรงงานนั้น ยังไม่ถือว่าเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ตามมาตรา 22 วรรคสาม ตามปัญหา เมื่อลูกจ้างแจ้งข้อเรียกร้องและผู้แทนฝ่ายนายจ้าง กล่าวคือ ฝ่ายนาย A กับฝ่ายลูกจ้างได้เจรจากันเองแล้วไม่สามารถตกลงกันได้ ย่อมเกิดเป็นข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 21 เท่านั้น ผลคือ ข้อพิพาทแรงงานดังกล่าวจะกลายเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ก็ต่อเมื่อ ฝ่ายลูกจ้างผู้แจ้งข้อเรียกร้องได้แจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบแล้ว แต่พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานไม่อาจไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ภายใน 5 วันนับแต่รับแจ้ง ตามตรา 22 วรรคหนึ่งและวรรคสาม เมื่อปรากฏว่าลูกจ้างมิได้แจ้งให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบตามขั้นตอนและได้นัดหยุดงานไปในขณะที่ข้อพิพาทแรงงานนั้นยังไม่เป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ เช่นนี้ นาย A จึงสามารถอ้างได้ว่า การนัดหยุดงานของลูกจ้างนั้นไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 34(1) อย่างไรก็ตาม หากนาย A ต้องการที่จะฟ้องร้องเป็นคดี ก็ควรไปปรึกษาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายเพิ่มเติม เช่น ทนายความ เป็นต้น

ดังนั้น จากที่กล่าวข้างต้นจึงสามารถสรุปได้ว่า คำแนะนำที่ข้าพเจ้าจะแนะนำให้กับคนที่มีข้อสงสัยกฎหมาย ก็คือ นิยามและเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อให้ผู้ที่มาปรึกษาได้รับทราบถึงจุดประสงค์และการบังคับใช้ กับแนะนำหลักกฎหมายที่จำต้องใช้ในการปรับเข้ากับข้อเท็จจริงอันเป็นปัญหาที่ผู้มาปรึกษากำลังประสบอยู่ เพื่อให้เกิดทางออกที่นำไปสู่ความถูกต้องยุติธรรมกับทุกฝ่าย
0/5000
จาก: -
เป็น: -
ผลลัพธ์ (อังกฤษ) 1: [สำเนา]
คัดลอก!
What advice would you recommend to those who have questions relating to law. "The law" in principle, it is one of the branch-specific Laboratoire. Which must be learned in order to understand the meaning and intentions into real poetry and law. Source of the implementation with the facts correctly. By the public under the applicable law, should be required to know and understand. In fact, it has only one number alone, is to study the law carefully. But there are a lot of people who didn't know about the law, there are also questions about the various laws. Whether due to abuse or any other issue. So, if we as a people whose knowledge of the law, it should also be made to those who have doubts about the legislation. Can absolve. First of all All I will explain it to those who have questions about legal note is defined by law, common law, it is the regulations. The provision, which is the highest authority in the State or country. Be assigned for use in city management, or forced out of. The citizens of your State or country then follow to achieve peace in the society for protection of the rights of individuals. If any breach will result in either a legal. This is to help people who have questions such what is legal. What are the purpose of why we are required under the applicable law. In addition, the law applicable is categorized can be grouped in 2 categories: substantive law and legal method sabanyat. Substantive law is the applicable law pursuant to the rights and obligations of the parties, such as the civil and commercial law section sabanyat method is the Assembly law placed in will call the parties request protection of substantive law in when a dispute arises concerning the substantive law or rights necessary to use the rights court. So people will have the right, the duty, however, is according to the substantive law, but when it is necessary to enforce the rights it has to continue to court prosecution. และต่อมาในส่วนของประเด็นที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมายนั้น ก็ต้องดูว่าผู้นั้นสงสัยหรือประสบปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมายในเรื่องใดและอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น นาย A นายจ้างของบริษัทแห่งหนึ่ง มาปรึกษาข้าพเจ้า จากกรณีที่ลูกจ้างของบริษัทได้ทำการแจ้งข้อเรียกร้องโดยทำตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 ขอให้บริษัทนายจ้างจัดบ้านพักอาศัยให้แก่ลูกจ้าง แต่ผู้แทนทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างเจรจากันตามกฎหมายแล้วไม่อาจตกลงกันได้ ทางลูกจ้างจึงนัดหยุดงานโดยแจ้งการนัดหยุดงานเป็นหนังสือให้นายจ้างและพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 24 ชั่วโมงแล้ว เมื่อครบระยะเวลาที่แจ้ง ลูกจ้างก็หยุดงานไป โดยทางฝ่ายนาย A ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย จึงไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไรในทางกฎหมาย จากที่กล่าวมา นาย A มีข้อสงสัยว่าการนัดหยุดงานของลูกจ้างนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าก็จะแนะนำนาย A นายจ้างของบริษัท ซึ่งเป็นผู้ที่มาปรึกษาว่า กรณีดังกล่าวเป็นการนัดหยุดงาน กล่าวคือ เป็นการที่ลูกจ้างร่วมกันไม่ทำงานชั่วคราวเนื่องจากข้อพิพาทแรงงาน ซึ่งตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 34(1) บัญญัติห้ามมิให้ลูกจ้างนัดหยุดงานเมื่อยังมิได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องต่ออีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 13 หรือได้แจ้งข้อเรียกร้องแล้ว แต่ข้อพิพาทแรงงานนั้น ยังไม่ถือว่าเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ตามมาตรา 22 วรรคสาม ตามปัญหา เมื่อลูกจ้างแจ้งข้อเรียกร้องและผู้แทนฝ่ายนายจ้าง กล่าวคือ ฝ่ายนาย A กับฝ่ายลูกจ้างได้เจรจากันเองแล้วไม่สามารถตกลงกันได้ ย่อมเกิดเป็นข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 21 เท่านั้น ผลคือ ข้อพิพาทแรงงานดังกล่าวจะกลายเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ก็ต่อเมื่อ ฝ่ายลูกจ้างผู้แจ้งข้อเรียกร้องได้แจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบแล้ว แต่พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานไม่อาจไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ภายใน 5 วันนับแต่รับแจ้ง ตามตรา 22 วรรคหนึ่งและวรรคสาม เมื่อปรากฏว่าลูกจ้างมิได้แจ้งให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบตามขั้นตอนและได้นัดหยุดงานไปในขณะที่ข้อพิพาทแรงงานนั้นยังไม่เป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ เช่นนี้ นาย A จึงสามารถอ้างได้ว่า การนัดหยุดงานของลูกจ้างนั้นไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 34(1) อย่างไรก็ตาม หากนาย A ต้องการที่จะฟ้องร้องเป็นคดี ก็ควรไปปรึกษาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายเพิ่มเติม เช่น ทนายความ เป็นต้นTherefore, from the above can therefore conclude that the instructions that I would recommend to people is that there's no doubt it's the law. spirit of the law so that those consultations had been informed about the purpose and the legal principles that guide must be used to adjust to facts which, as issues that those consultations is being experienced. To achieve the exit that leads to accurate, fair to all parties.
การแปล กรุณารอสักครู่..
ผลลัพธ์ (อังกฤษ) 2:[สำเนา]
คัดลอก!
คำแนะนำอะไรที่คุณจะแนะนำให้กับคนที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกฎหมาย

“กฎหมาย” โดยหลักแล้วถือเป็นศาสตร์เฉพาะสาขาหนึ่ง ซึ่งต้องมีการเรียนรู้ทำความเข้าใจเพื่อที่จะเข้าถึงความหมายและเจตนารมณ์ที่แท้จริงของตัวบทกฎหมาย อันเป็นที่มาของการนำไปปรับใช้กับข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง โดยประชาชนที่อยู่ภายใต้การบังคับใช้ของกฎหมายควรที่จะต้องรู้และเข้าใจ ในความเป็นจริงนั้นมีเพียงคนอยู่เพียงจำนวนหนึ่งที่ได้ศึกษากฎหมายอย่างละเอียด แต่กลับมีคนจำนวนมากที่ไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายทั้งยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมายต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเกิดจากการถูกเอาเปรียบหรือปัญหาอื่นใดก็ตาม ฉะนั้นแล้วหากเราเป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านกฎหมาย ก็ควรที่จะทำให้ผู้ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมายผู้นั้น สามารถคลายความสงสัยได้

ก่อนอื่น สิ่งทีข้าพเจ้าจะอธิบายให้ผู้ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมายทราบ ก็คือ นิยามโดยทั่วไปของกฎหมาย ซึ่ง กฎหมาย ก็คือ ระเบียบ ข้อบังคับ บทบัญญัติซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐหรือประเทศ ได้กำหนดมาเพื่อใช้ในการบริหารบ้านเมืองหรือบังคับความประพฤติของ ประชาชนในรัฐหรือประเทศนั้นให้ปฏิบัติตาม เพื่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม เพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคล หากผู้ใดฝ่าฝืน จะได้รับผลอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ที่มีข้อสงสัยดังกล่าว ได้เข้าใจว่ากฎหมายคืออะไร มีจุดประสงค์เพื่ออะไร ทำไมเราจึงต้องอยู่ภายใต้การบังคับใช้ของกฎหมาย

นอกจากนี้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่สามารถจัดกลุ่มแบ่งประเภทออกได้ 2 ประเภท คือ กฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีสบัญญัติ กฎหมายสารบัญญัติเป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่ของบุคคล เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนกฎหมายวิธีสบัญญัติเป็นกฎหมายประกอบที่วางวิธีปฏิบัติในการที่บุคคลจะเรียกร้องขอความคุ้มครองของกฎหมายสารบัญญัติในเมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิตามกฎหมายสารบัญญัติหรือมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิทางศาล ดังนั้นบุคคลจะมีสิทธิหน้าที่อย่างไรย่อมเป็นไปตามกฎหมายสารบัญญัติ แต่เมื่อมีความจำเป็นต้องบังคับตามสิทธินั้น จะต้องมีการฟ้องร้องต่อศาลต่อไป
และต่อมาในส่วนของประเด็นที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมายนั้น ก็ต้องดูว่าผู้นั้นสงสัยหรือประสบปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมายในเรื่องใดและอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น นาย A นายจ้างของบริษัทแห่งหนึ่ง มาปรึกษาข้าพเจ้า จากกรณีที่ลูกจ้างของบริษัทได้ทำการแจ้งข้อเรียกร้องโดยทำตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 ขอให้บริษัทนายจ้างจัดบ้านพักอาศัยให้แก่ลูกจ้าง แต่ผู้แทนทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างเจรจากันตามกฎหมายแล้วไม่อาจตกลงกันได้ ทางลูกจ้างจึงนัดหยุดงานโดยแจ้งการนัดหยุดงานเป็นหนังสือให้นายจ้างและพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 24 ชั่วโมงแล้ว เมื่อครบระยะเวลาที่แจ้ง ลูกจ้างก็หยุดงานไป โดยทางฝ่ายนาย A ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย จึงไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไรในทางกฎหมาย จากที่กล่าวมา นาย A มีข้อสงสัยว่าการนัดหยุดงานของลูกจ้างนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าก็จะแนะนำนาย A นายจ้างของบริษัท ซึ่งเป็นผู้ที่มาปรึกษาว่า กรณีดังกล่าวเป็นการนัดหยุดงาน กล่าวคือ เป็นการที่ลูกจ้างร่วมกันไม่ทำงานชั่วคราวเนื่องจากข้อพิพาทแรงงาน ซึ่งตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 34(1) บัญญัติห้ามมิให้ลูกจ้างนัดหยุดงานเมื่อยังมิได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องต่ออีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 13 หรือได้แจ้งข้อเรียกร้องแล้ว แต่ข้อพิพาทแรงงานนั้น ยังไม่ถือว่าเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ตามมาตรา 22 วรรคสาม ตามปัญหา เมื่อลูกจ้างแจ้งข้อเรียกร้องและผู้แทนฝ่ายนายจ้าง กล่าวคือ ฝ่ายนาย A กับฝ่ายลูกจ้างได้เจรจากันเองแล้วไม่สามารถตกลงกันได้ ย่อมเกิดเป็นข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 21 เท่านั้น ผลคือ ข้อพิพาทแรงงานดังกล่าวจะกลายเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ก็ต่อเมื่อ ฝ่ายลูกจ้างผู้แจ้งข้อเรียกร้องได้แจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบแล้ว แต่พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานไม่อาจไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ภายใน 5 วันนับแต่รับแจ้ง ตามตรา 22 วรรคหนึ่งและวรรคสาม เมื่อปรากฏว่าลูกจ้างมิได้แจ้งให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบตามขั้นตอนและได้นัดหยุดงานไปในขณะที่ข้อพิพาทแรงงานนั้นยังไม่เป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ เช่นนี้ นาย A จึงสามารถอ้างได้ว่า การนัดหยุดงานของลูกจ้างนั้นไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 34(1) อย่างไรก็ตาม หากนาย A ต้องการที่จะฟ้องร้องเป็นคดี ก็ควรไปปรึกษาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายเพิ่มเติม เช่น ทนายความ เป็นต้น

ดังนั้น จากที่กล่าวข้างต้นจึงสามารถสรุปได้ว่า คำแนะนำที่ข้าพเจ้าจะแนะนำให้กับคนที่มีข้อสงสัยกฎหมาย ก็คือ นิยามและเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อให้ผู้ที่มาปรึกษาได้รับทราบถึงจุดประสงค์และการบังคับใช้ กับแนะนำหลักกฎหมายที่จำต้องใช้ในการปรับเข้ากับข้อเท็จจริงอันเป็นปัญหาที่ผู้มาปรึกษากำลังประสบอยู่ เพื่อให้เกิดทางออกที่นำไปสู่ความถูกต้องยุติธรรมกับทุกฝ่าย
การแปล กรุณารอสักครู่..
ผลลัพธ์ (อังกฤษ) 3:[สำเนา]
คัดลอก!
What advice would you recommend to people with questions about the law."The law" mainly considered esoteric branch. Which requires learning understanding to reach the meaning and the real intention of legal texts The origin of the applied to the facts correctly. By the people under the enforcement of the law, should know and understand. In fact there are only people are just the one studied law in detail. But there are a lot of people who do not know about the law is also law questions about various things. Whether by being taken advantage of, or any other issue. So if we are people with knowledge of the law. Should make people with doubts about the law that man, can loosen suspicion.First of all, what I will explain the doubts about the law note is defined by common law, which the law is a regulation. Regulations, provisions which the highest authority in the state or country. Set for use in the administration of the country or force conduct. The people in the state or country to follow. To achieve a peaceful society. To protect the rights of persons, if any violation will be the one. In order to help people with such questions. Understand that the law is aimed for. Why do we have to stay under the enforcement of the law.The applicable law is can be grouped into categories of out 2 type is the general law of vocational consciousness and optimistic time. Substantive law is the law prescribe the rights and obligations of a person, such as the civil and commercial The optimistic time is the assembly law put practice in which the person would demand coverage of substantive law when there is a dispute happened about legal rights law it is necessary to use substances or adjudication. So people will have rights and duties? Surely according to the substantive law, but when?
การแปล กรุณารอสักครู่..
 
ภาษาอื่น ๆ
การสนับสนุนเครื่องมือแปลภาษา: กรีก, กันนาดา, กาลิเชียน, คลิงออน, คอร์สิกา, คาซัค, คาตาลัน, คินยารวันดา, คีร์กิซ, คุชราต, จอร์เจีย, จีน, จีนดั้งเดิม, ชวา, ชิเชวา, ซามัว, ซีบัวโน, ซุนดา, ซูลู, ญี่ปุ่น, ดัตช์, ตรวจหาภาษา, ตุรกี, ทมิฬ, ทาจิก, ทาทาร์, นอร์เวย์, บอสเนีย, บัลแกเรีย, บาสก์, ปัญจาป, ฝรั่งเศส, พาชตู, ฟริเชียน, ฟินแลนด์, ฟิลิปปินส์, ภาษาอินโดนีเซี, มองโกเลีย, มัลทีส, มาซีโดเนีย, มาราฐี, มาลากาซี, มาลายาลัม, มาเลย์, ม้ง, ยิดดิช, ยูเครน, รัสเซีย, ละติน, ลักเซมเบิร์ก, ลัตเวีย, ลาว, ลิทัวเนีย, สวาฮิลี, สวีเดน, สิงหล, สินธี, สเปน, สโลวัก, สโลวีเนีย, อังกฤษ, อัมฮาริก, อาร์เซอร์ไบจัน, อาร์เมเนีย, อาหรับ, อิกโบ, อิตาลี, อุยกูร์, อุสเบกิสถาน, อูรดู, ฮังการี, ฮัวซา, ฮาวาย, ฮินดี, ฮีบรู, เกลิกสกอต, เกาหลี, เขมร, เคิร์ด, เช็ก, เซอร์เบียน, เซโซโท, เดนมาร์ก, เตลูกู, เติร์กเมน, เนปาล, เบงกอล, เบลารุส, เปอร์เซีย, เมารี, เมียนมา (พม่า), เยอรมัน, เวลส์, เวียดนาม, เอสเปอแรนโต, เอสโทเนีย, เฮติครีโอล, แอฟริกา, แอลเบเนีย, โคซา, โครเอเชีย, โชนา, โซมาลี, โปรตุเกส, โปแลนด์, โยรูบา, โรมาเนีย, โอเดีย (โอริยา), ไทย, ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, การแปลภาษา.

Copyright ©2025 I Love Translation. All reserved.

E-mail: