Scientists who are bearing an American. Mika was born in the village when the State property in Ohio February 11 launch successful (2390 (1847).) His father is a farmer holanda. Mother is Scottish. Occupation which is not what would Suk. Edison must fight for life since an raenkhaen child. Edison is a curious man, and who would, for example, will a combative suspect takes up close why the rice so it flows along the Rails to ngayung. They climb and it was agreed to in the barn. A lot of good neighbor farmer past reviews Not so, he was khaoklop die in the barn, and then again. He wanted to know if the rice is dry fire ม่ยุ้ง? He took a light point farmer's barn Incidentally, the owner of the past to see the possibilities and bring his father to sue. Edison was his father's punishment. He went to school and studied only three months out, not that he's learning khran. But the teachers don't understand the mind of his mother to get in front of that sculptor teacher. He studied sensitivity to know quickly. Children who go to school for a fight he does. Edison is a "book worm". He has a book about science and to involve more than 10,000 books. In 1895 (2438 (1895).) Edison's family moved to the city of phodhu Ron. When Edison came back home and there is a storage room he captured the basement storage room is a laboratory knowledge of him. The knowledge that he is interested in chemistry, Don learned from a book. He worked to earn money and accumulate a lot of chemical objects. The Edison only 12 years of age. Later, four more years of life with Edison career selling newspapers and paraphernalia of multiple car trains based on removing the Cabinet shops and work. Later, Edison bought an old printer. Open a Cabinet Office issued weekly train. He also serves as Editorial Director for everything from printing. Advertisers The owner, a manager at all to write the first article to separate the maintenance worker, he sold about 400 a month, he's growing up, version, respectively, but do not want to run a sales person's life. Just to seem set to be the The Office, on the train car fire มันเป็นอุบัติเหตุ รถไฟกระแทกกันอย่างแรง ทำให้แท่งฟอสฟอรัสตกลงมากระทบพื้นเกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง เพราะห้องทำงานของเขาเต็มไปด้วยวัตถุเคมี ร้อนจนถึงเจ้าหน้าที่รถไฟต้องมาช่วยดับไฟ และเมื่อไฟดับแล้วเขาก็ถูกไล่ไม่ให้ขึ้นมาทำมาหากินบนตู้รถไฟอีกต่อไป เมื่องานทางด้านผลิตหนังสือพิมพ์"พัง" เพราะอุบัติเหตุ เขาก็ต้องถอยหลังมาตั้งต้นชีวิตใหม่ คือรับหนังสือพิมพ์มาขายหน้าสถานีรถไฟสายที่เขาถูกอัปเปหิมาจากตู้สินค้านั่นเอง และวันหนึ่งเขาก็สร้างวีรกรรมด้วยการช่วยชีวิตลูกชายเล็กๆ ของนายสถานี ก่อนที่รถไฟจะบดขยี้ร่างเด็กคนนั้น เอดิสันได้พุ่งตัวกระชากเด็กหลุดออกจากเงื้อมือพญามัจจุราช ท่ามกลางใจหายใจคว่ำของผู้ที่พบเห็น นายสถานีได้ตอบแทนคุณความดีขิงเขาด้วยการบรรจุให้เขาเป็นพนักงานรับส่งโทรเลขอยู่ที่สถานีนั้น เอดิสันไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ แต่นายสถานีได้สอนให้เขาจนชำนิชำนาญ เมื่อเอดิสันมีความรู้ในด้านรับส่งโทรเลขแล้ว เขาก็ไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น เขาค้นคว้าหากรรมวิธีการส่งโทรเลข และหาวิธีการที่จะปรับปรุงรับส่งโทรเลขให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ เขายังค้นค้าในเรื่องโทรศัพท์อีกด้วย เอดิสันทำงานอยู่ที่สถานีแห่งนั้นหลายปี ก็เร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ ด้วยการรับจ้างเป็นช่างโทรเลข วันหนึ่งเขาก็ถูกชวนไปแสวงหาโชคที่นิวยอร์ก เขาไปที่นั่นและใช้เงินจนขาดมือ เขาจึงต้องใช้วิชาความรู้หาเงินมาต่อชีวิต และบังเอิญเครื่องพิมพ์ข่าวในโรงงานที่เขาเข้าไอศัยหลับนอนอยู่เกิดเสีย และไม่มีผู้ใดแก้ไขได้ แต่เอดิสันแก้ไขได้สำเร็จ เจ้าของโรงงานก็เลยจ้างเขาไว้เป็นผู้จัดการ อย่างนี้เรียกบุญพาวาสนาส่ง! เขาทำงาน เก็บเงินเก็บทองจนสามารถจัดตั้งห้องทดลองขึ้นที่เมืองนิวเจอร์ซี่ ว่าจ้างคนงานจำนวน 250 คน งานประดิษฐ์ของเขาคือเครื่องรับส่งโทรเลข และงานปรับปรุงเครื่องพิมพ์ให้มีประสิทธิภาพดีกว่าเก่า ต่อมาเมื่อเอดิสันอายุ 29 ปี เขาได้ไปตั้งห้องทดลองขึ้นอีกแห่งหนึ่งที่เมโลฟาร์ค และเริ่มปรับปรุงโทรศัพท์ให้มีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับโทรเลข ในปี ค.ศ.1877 (พ.ศ.2420) คือหลังจากที่เอดิสันเริ่มจับงานโทรศัพท์หนึ่งปี เขาก็ประดิษฐ์หีบเสียง ประดิษฐ์กรรมชิ้นนี้ เป็นผลพลอยได้มาจากการปรับปรุงเครื่องรับส่งโทรศัพท์นั่นเอง
เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งขณะที่เขากำลังตรวจเครื่องรับโทรศัพท์อยู่นั้น เขาพบว่าขณะที่เขากำลังพูด แผ่นโลหะข้างในจะสั่นด้วยคลื่นเสียงขนาดเดียวกับเสียงของเขา และจากการสังเกตของเขานี้เอง ทำให้เอดิสันเกิดความคิดว่า ถ้าประดิษฐ์แผ่นโลหะให้คล้ายคลึงอย่างนี้ขึ้นและทให้เกิดเสียงตัวเองโดยที่เขาไม่ได้พูด แล้วเขาก็ทำได้สำเร็จ พอข่างนี้รั่วไหลออกไป ชาวอเมริกันทั้งประเทศก็ตื่นเต้นเป็นการใหญ่ ประธานาธิบดีเชิญไปพบที่ทำเนียบ ณ กรุงวอชิงตัน
ต่อมาเอดิสันได้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า กล้องถ่ายรูป และกล้องถ่ายภาพยนตร์
สำหรับการประดิษฐกรรมการถ่ายภาพยนตร์นั้นในขั้นแรกเป็นภาพยนตร์ไม่มีเสียงก่อน คือคนดูต้องดูหนังใบ้ แบ็คกราวก็ใช้ดนตรีประกอบ แต่ก็สร้างความรื่นรมย์สนุกสนานให้แก้คนดูอย่างล้นเหลือ เพราะเป็นของใหม่ เอดิสันต้องใช้เวลาอันยางนานคิดค้นทำให้ภาพยนตร์พูดได้ หรือที่เรียกกันในสัมยนี้ว่า เสียงในฟิล์ม แล้วเขาก็ทำสัเร็จจนได้ในปี ค.ศ. 1912 (พ.ศ.2455)
จากเด็กลูกชานนาที่ยากจน โธมาส เอลวา เอิดสัน ได้กลายเป็นนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ของอเมริกา เขาต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองอย่างชนิดตีนถีบปากกัดแล้งยังแบ่งเวลาเรียนด้วยตัวเองจากตำรับตำรา จนสามารถคิดโน่นทำนี่ได้ เมื่อเขามีเงินมีชื่อเสียงใช้ชีวิตหรูหราได้อย่างสบาย เขากลับไม่ทำตัวเช่นนั้น เคยมีควาเป็นอยู่อย่างไรก็เป็นอย่างนั้น คืออยู่ง่ายกินง่าย แต่งตัวตามสบายด้วยเสื้อราคาถูกๆ เขาอุทิศชีวิตให้กับงานค้นคว้าอย่างแท้จริง ทำงานวันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 18 ชั่วโมง
งานประดิษฐ์ของเอดิสันมีผู้รวบรวมไว้ไม่ต่ำกว่าพันชิ้น ในปีค.ศ.1869 (พ.ศ.2442) เอดิสันได้ไปตั้งโรงงานผ
การแปล กรุณารอสักครู่..
