Srivijaya art.ร่องรอยของศิลปะกรรแบบศรีวิชัย มีลักษณะที่เป็นเอกลักษณะของตนเองอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และงานประณีตศิลป์ ล้วนแสดงถึงภูมิปัญญาอันสูงส่งของบรรพชนในรัฐสำคัญบนคาบสมุทรภาคใต้ แรกเริ่มได้มีการจัดหมวดหมู่ของศิลปะที่พบในประเทศไทยโดยเฉพาะภาคใต้ ภายหลักจากที่ศาสตราจารย์เซเดส์ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับอาณาจักรศรีวิชัย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ทรงผนวกศิลปวัตถุที่พบในภาคใต้ของประเทศไทยทั้งหมดว่า เป็นโบราณวัตถุของรัฐศรีวิชัย ต่อมาศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล โอรสในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ได้ทรงจัดหมวดหมู่ศิลปะในประเทศไทย โดยจัดศิลปะโบราณวัตถุที่พบในภาคใต้ที่สร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนามหายาน เรียกว่า “ศิลปะศรีวิชัย” ส่วนเทวรูปในศาสนาฮินดูที่พบทั้งก่อนหน้าและร่วมสมัย แยกออกมาเป็น “ศิลปะเทวรูปรุ่นเก่า”ต่อมาพิริยะ ไกรฤกษ์ ได้พยายามจัดหมวดหมู่ศิลปะที่พบในภาคใต้ใหม่ โดยเขียนไว้ในหนังสือ ศิลปะทักษิณก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เรียกศิลปะที่พบในภาคใต้ว่าศิลปะทักษิณ โดยคำนึกถึงความหลากหลายของอิทธิพลทางศิลปะที่ได้รับในแต่ละช่วง ในหนังสือเล่มนี้ได้ละลายคำว่า ศิลปะศรีวิชัยลง และโบราณวัตถุสถานที่อยู่ในช่วงศรีวิชัย ได้จัดให้เป็นศิลปะไชยา รุ่นต่างๆ ซึ่งทฤษฎีนี้ถึงแม้จะเป็นทฤษฎีที่จัดรูปแบบศิลปะได้อย่างละเอียด แต่ไม่ได้รับความนิยม เนื่องจาก คำว่า ศรีวิชัย ได้กลายเป็นที่นิยมของคนโดยทั่วไปแล้ว ประกอบกับการใช้คำว่า ศิลปะไชยา ดูจะแคบเกินไปสำหรับศิลปะทั้งหมดที่พบในภาคใต้ ในที่นี้ คำว่า “ศิลปะศรีวิชัย” จึงยังคงอนุโลมใช้เป็นชื่อเรียกศิลปะเนื่องในคติพุทธศาสนามหายานที่พบในภาคใต้ต่อไป ทั้งที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ศรีวิชัย นั้น ตั้งอยู่ที่ใดกันแน่๑.สถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมที่สำคัญในศิลปะศรีวิชัยที่พบในภาคใต้ของไทย ส่วนใหญ่พบที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เช่น พระบรมธาตุไชยา วัดแก้ว และวัดหลง พุทธสถานที่เหลืออยู่ที่วัดแก้วและวัดหลงนั้น ไม่สามารถกำหนดขอบเขตของอารามเดิมได้ เพราะเหลือร่องรอยเพียงฐานอาคาร ซึ่งเข้าใจว่าเป็นฐานสถูปเท่านั้น ส่วนที่พระบรมธาตุไชยา ได้รับการบูรณะมาโดยตลอด จึงยังคงสภาพของสถูปที่แสดงลักษณะของศิลปกรรมที่รับรูปแบบวิหารในอินเดียใต้ที่สร้างส่วนฐานเป็นรูปมณฑปมีหลังคาซ้อนชั้น ส่วนยอดเป็นรูปสถูปและสร้างสถูปิกะ หรือสถูปจำลองประดับตามมุมของชั้นหลังคาลดหลั่นกันแต่ละชั้น มีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๕Wat Kaew and Wat's left only the base and height of element housings glass Temple adorned with columns, based on the building makes it similar to the art of Champa, sneezing, international centre of the country, Viet Nam. Yarang ancient part city of Pattani is the large base that demonstrates the influence of India art takhlai khup style to that found in dvaravati art Central.There is also a reliquary figure o upside down. Sathing Phra Temple found Wat PA-Koi and color matter?, Songkhla with the WAT mahathat, Nakhon SI thammarat.๑.๑ พระบรมธาตุไชยา สร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏชัด สันนิษฐานจากรูปทรงว่า สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอด เรือนธาตุมีผังเป็นรูปกากบาท มีมุขทั้ง ๔ ด้าน ลักษณะเป็นมุขตันเพิ่มมุมออกมาจากกลางด้านของผนังเรือนธาตุ ยกเว้นด้านทิศตะวันออกมีบันไดทางขึ้นสู่ห้องโถงกลาง ความสูงจากฐานถึงยอด ๒๔ เมตร ประกอบด้วยฐานบัวลูกแก้วสี่เหลี่ยมจัตุรัสตกแต่งด้วยเสาติดผนังลดเหลี่ยม ๑ ชั้น วางอยู่บนฐานเขียงเตี้ยๆ ซ้อนกัน ๒ ชั้น ขนาดฐาน ๑๓ เมตร ส่วนฐานอยู่ต่ำกว่าระดับผิวดินปัจจุบัน ด้านหน้าฐานบัวลูกแก้วทิศตะวันออกมีซุ้มพระพุทธรูปอยู่ข้างบันได จำนวน ๒ ซุ้ม ส่วนบนของฐานบัวลูกแก้ว มีลักษณะเป็นฐานทักษิณที่มุมทั้งสี่ประดับด้วยสถูปจำลอง ตรงกลางฐานเป็นฐานบัวลูกแก้วอีกชั้นหนึ่งรองรับเรือนธาตุเจดีย์ทรงจัตุรมุข ที่มุมเรือนธาตุทำเป็นรูปเสาหลอกติดผนัง ตรงกลางเสาเซาะร่องตลอดโคนถึงปลายเสา มุขด้านหน้าทางทิศตะวันออกมีบันไดทางขึ้นสามารถเดินขึ้นไปนมัสการพระพุทธรูปภายในองค์เจดีย์ได้ ในห้องโถงกลางมีขนาด ๒ x ๒ เมตร ผนังเรือนธาตุเดิมก่ออิฐไม่สอปูนลดหลั่นกันขึ้นไปถึงยอดที่มุมของมุขแต่ละด้านทำเป็นเสาติดอาคาร เหนือมุขเป็นซุ้มหน้าบันประดับลายปูนปั้นวงโค้งรูปเกือกม้า หรือที่เรียกว่า “กุฑุ” เหนือเรือนธาตุมีลักษณะเป็นหลังคาซ้อนชั้นขึ้นไป ๓ ชั้นโดยการจำลองย่อส่วนอาคารเบื้องล่างลดหลั่นกันขึ้นไป แต่ละชั้นประดับด้วยสถูปจำลอง ชั้นละ ๘ องค์ ทั้งหมดมี ๒๔ องค์ ส่วนยอดนั้นได้รับการดัดแปลงสมัยรัชกาลที่ ๕ ๑.๒ วัดหลง ตั้งอยู่ในแนวสันทรายไชยา เป็นวัดกึ่งกลางระหว่างวัดเวียงและวัดแก้ว ถูกรื้อเหลือเพียงฐานเมื่อคราวบูรณะพระบรมธาตุไชยาในสมัยรัชกาลที่ ๕ เพื่อไปทำกำแพงแก้ว กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่ง พบฐานอาคารที่มีแผนผังรูปกากบาท สันนิษฐานว่ามีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ ส่วนประกอบที่เหลือคือฐานเจดีย์เป็นฐานบัวลูกแก้ว ๑ ชุด อยู่ในผังรูปกากบาท ขนาด ๒๑.๖๕ x ๒๑.๖๕ เมตร เพิ่มมุมรับกับฐานเรือนธาตุทรงจัตุรมุข ถัดขึ้นมาประกอบด้วยฐานเขียง บริเวณกึ่งกลางฐานเขียงเว้นเป็นร่องและก่ออิฐเว้นช่อง เหนือฐานเขียงเป็นฐานบัวคว่ำ ท้องไม้คาดด้วยลูกแก้ว มีร่องรอยของเสาติดผนัง มีลักษณะฐานคล้ายฐานทักษิณ มีทางขึ้นทางตะวันออกเข้าสู่ห้องโถงกลาง วัดหลงมีขนาดเจดีย์ใหญ่กว่า วัดพระบรมธาตุ ๑ เท่าและใหญ่กว่าวัดแก้วเล็กน้อย
การแปล กรุณารอสักครู่..
