Back when 10 years ago. Germany, which was once the country's economic giants in the world. The economic growth rate is very low, until the magazine. The Economist said Germany is against the prosperity of Europe. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เศรษฐกิจเยอรมนีฟื้นตัวจากวิกฤติรวดเร็วกว่าประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยเศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ 3.6 ในปี 2010 เปรียบเทียบกับสหรัฐฯที่ขยายตัวร้อยละ 2.9 โดยมูลค่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเยอรมนีมีสัดส่วนถึงร้อยละ 60 ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปในปี 2010 ทั้งที่ในช่วงต้นของทศวรรษ 2000 การขยายตัวของเศรษฐกิจเยอรมนีมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเยอรมนีในปัจจุบันเป็นผลมาจากการส่งออกที่ขยายตัวถึงร้อยละ 18.5 ในปี 2010 หากพิจารณาตั้งแต่ปี 2000 - 2009 สัดส่วนของการส่งออกต่อจีดีพีของเยอรมนีขยายตัวถึงร้อยละ 22 (เทียบกับจีน ร้อยละ 15 สหรัฐฯร้อยละ 1 อิตาลีติดลบร้อยละ 11 และฝรั่งเศสติดลบร้อยละ 19) Today, Germany back in the points race again, can be good and Germany are referred to as the "European China" (The China of Europe), there is a reason, because economic growth is the result of low labour costs. ภาพของจีนที่ความสามารถในการแข่งขันมาจากต้นทุนแรงงานที่ต่ำนั้นชัดเจน ส่วนเยอรมนีนั้นดูผิวเผินแล้วไม่น่าจะใช่ แต่แท้จริงแล้วการขยายตัวของการส่งออกของเยอรมนีส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนแรงงานในประเทศที่ต่ำ (แม้ว่าค่าจ้างแรงงานในเยอรมันอาจสูงกว่าหลายประเทศ แต่เมื่อเทียบกับค่าครองชีพของประชาชนในประเทศแล้วยังถือว่าต่ำ) โดยนักวิจัยจาก German Institute for Economic Research ในเบอร์ลินระบุว่าประมาณ 1 ใน 5 ของแรงงานเยอรมันต้องทำงานที่ไม่มั่นคงและผลตอบแทนต่ำ ทำให้แม้ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวดีแต่รายได้ที่นำมาใช้จ่ายได้ (Disposable Income) ของชนชั้นกลางไม่เพิ่มขึ้นเลยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (Time, March 7, 2011) หรืออาจกล่าวได้ว่าชนชั้นกลางหรือแรงงานไม่ได้ประโยชน์มากนักจากการขยายตัวของการส่งออกในช่วงที่ผ่านมา เยอรมันเป็นประเทศเดียวในสหภาพยุโรปที่สามารถลดต้นทุนทางด้านแรงงานลงได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2005 โดยค่าจ้างแรงงาน (เชิงสัมพัทธ์) ที่ต่ำเป็นผลมาจาก 3 ประการ คือ1) การปฏิรูปกฎระเบียบข้อบังคับด้านแรงงานจากที่เคยเข้มงวด ซึ่งช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถว่าจ้างแรงงานได้ง่ายขึ้น2) แรงงานบางส่วนกังวลว่าตัวเองจะต้องตกงาน เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเคลื่อนย้ายไปยังประเทศซึ่งมีต้นทุนแรงงานต่ำกว่า เช่น จีน แรงงานจึงยอมรับค่าจ้างที่น้อยลงเพื่อแลกกับความมั่นคงในการทำงานซึ่งบริษัทมอบให้ (เช่น บริษัทซีเมนส์มีการรับประกันการจ้างงานจนถึงปี 2013 เป็นต้น)3) ในช่วงที่ประเทศต้องประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลให้การอุดหนุนด้านการจ้างงานแก่ภาคเอกชนเพื่อรักษาการจ้างงานเอาไว้ ซึ่งในปี 2009 มีแรงงานที่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ถึง 1.4 ล้านคน แง่มุมนี้เองทำให้เยอรมนีถูกนำมาเปรียบกับจีน อย่างไรก็ตาม เยอรมนีไม่ได้เน้นผลิตและส่งออกสินค้าราคาถูกเหมือนจีน แต่เยอรมันผลิตและส่งออกสินค้าที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะเครื่องจักรและอุปกรณ์หนักต่างๆ ซึ่งผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อสินค้า Made in Germany
การแปล กรุณารอสักครู่..
