“ผ้าหมักโคลน” หนึ่งในภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนาน การแปล - “ผ้าหมักโคลน” หนึ่งในภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนาน อังกฤษ วิธีการพูด

“ผ้าหมักโคลน” หนึ่งในภูมิปัญญาพื้นบ

“ผ้าหมักโคลน” หนึ่งในภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนานจากรุ่นสู่รุ่นของชาวบ้านในชุมชนบ้านนาต้นจั่น ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ภูมิปัญญาเรียบง่ายที่กลายมาเป็นความมหัศจรรย์ของการผสมผสานระหว่างดินและผ้า จนกลายมาเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ที่มาเยือนยังหมู่บ้านแห่งนี้

จุดเริ่มต้นของภูมิปัญญาที่น่าทึ่งนี้ เริ่มขึ้นจากการสังเกตของชาวบ้าน ที่ถูกเล่าต่อๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่นว่า ยามที่ออกไปทำนา เสื้อผ้าส่วนล่างที่ใส่ไปนั้น ก็จะเปื้อนโคลนทุกๆ ครั้ง หลังจากกลับบ้านมาซักผ้าเพื่อทำความสะอาดแล้ว จึงสังเกตว่าผ้าในส่วนล่างที่เปื้อนโคลนนั้น มีความนิ่มกว่าผ้าส่วนบนที่ไม่เปื้อนโคลนหลังจากการช่างสังเกตของบรรพบุรุษของชาวบ้านบ้านนาต้นจั่น กรรมวิธีการทำผ้าหมักโคลน จึงถือกำเนิดขึ้น และกลายมาเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านอันน่ามหัศจรรย์ ที่ส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านบ้านนาต้นจั่นอีกทางหนึ่งขั้นตอนในการทำผ้าหมักโคลนนั้นไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนมากนัก เริ่มจากการย้อมเส้นฝ้ายสีขาวด้วยคราม ซึ่งจะใช้เวลานานนับชั่วโมงกว่าสีจะติดตามต้องการ แล้วนำเส้นฝ้ายไปผึ่งแดดให้แห้งและซักน้ำครามออก นำกลับไปผึ่งแดดอีกครั้งหนึ่ง จึงนำมาทอตามลวดลายที่กำหนดตามเอกลักษณ์ของผ้าทอบ้านนาต้นจั่น ซึ่งลวดลายส่วนใหญ่ลอกเลียนแบบจากธรรมชาติ เช่น ลายผักแว่น ลายดอกพิกุล หลังจากนั้นแล้วก็นำผ้าที่ทอได้เป็นผืนมาหมักในโคลน ซึ่งโคลนที่ได้นั้น ก็มาจากการเก็บตามท้องนาของหมู่บ้าน ซึ่งจะต้องนำมาคัดเศษผงที่เจือปนออก ก่อนนำไปผสมกับน้ำตามสัดส่วน หลังจากนั้นนำผ้ามาหมักไว้ และทิ้งไว้ 1 คืน ซึ่งเกินกว่านั้นไม่ได้เพราะทำให้ผ้าเปื่อย

เมื่อเสร็จสิ้นจากการหมักแล้วก็จะนำมาซักให้สะอาด แล้วนำไปแช่น้ำทิ้งให้ผ้าซับน้ำจนอิ่มตัว ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในขั้นตอนนี้ จากนั้นก็จะเป็นการย้อมสีให้กับผ้านุ่มๆ ผืนนี้ การยอมสีผ้าของชาวบ้านบ้านนาต้นจั่นนั้น จะเป็นการย้อมผ้าที่ใช้สีธรรมชาติ ซึ่งแต่ละสีก็จะได้มาจากเปลือกไม้ ใบไม้หรือดอกไม้ อาทิ ต้นมะกอก ต้นหว้า ให้สีเขียวครีม ใบสะเดาให้สีเขียว แก่นขนุนให้สีเหลืองอมเขียว เป็นต้น ในขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง และจะต้องใส่เกลือลงไปเพื่อไม่ให้สีตก และใส่ผงซักฟอกเพื่อไม่ให้ผ้าหดตัว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับของชาวบ้านแห่งนี้

เมื่อสีสันของผ้าเริ่มได้ตามที่ต้องการแล้ว ก็จะนำผ้าขึ้นมาซักกับน้ำ โดยซักจนกว่าน้ำที่ซักจะใส เพื่อเป็นการยืนยันว่าสีไม่ตก และนำไปผึ่งให้แห้ง เสร็จสิ้นกระบวนการนี้ก็จะได้ผ้าฝ้ายสีสันสดใสและนุ่มน่าสัมผัส หากใครสนใจก็สามารถมาชมขั้นตอนในการผลิตได้ที่ โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมชนบทเพื่อการท่องเที่ยว หมู่บ้านบ้านนาต้นจั่น โดยจะมีผลิตภัณฑ์จากผ้าหมักโคลน ทั้งแบบทอเป็นผืนและแบบที่แปรรูปแล้ว เช่น กระเป๋า, เสื้อ, ชุดต่างๆ ให้ได้เลือกซื้อเลือกชมติดไม้ติดมือกลับบ้าน

นับได้ว่าการทำผ้าหมักโคลน เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มหัศจรรย์ที่ได้มาจากการช่างสังเกต ซึ่งสามารถนำดินมาสร้างมูลค่าให้แก่ผ้าได้อย่างมากมาย และกลายมาเป็นสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ และนำรายได้มาสู่ชุมชน ซึ่งเปรียบได้กับคำพูดที่ว่า “ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ” นั้นมีอยู่จริงๆ อีกทั้งหมู่บ้านบ้านนาต้นจั่น ยังได้รับรางวัล PATA GOLD AWARDS 2012 ประเภท Heritage and culture และรางวัลยอดเยี่ยม Tourism Award 2013 อีกด้วย และหากใครที่มีโอกาสได้มาเที่ยวที่นี่ ก็อย่าลืมชิม “ข้าวเปิ๊บ” อาหารพื้นบ้านประจำถิ่นแสนอร่อย และแวะทักทายคุณตาวงศ์ ผู้ที่ริเริ่มประดิษฐ์ตุ๊กตาโหนบาร์ สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ หมู่บ้านบ้านนาต้นจั่นเเห่งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่น่าสนใจที่จะมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง



0/5000
จาก: -
เป็น: -
ผลลัพธ์ (อังกฤษ) 1: [สำเนา]
คัดลอก!
"Fermented mud cloth" in the folk wisdom that has been inherited from generation to generation-long sample of the villagers in the village community, Chan. Tambon SI satchanalai district building, home province of Sukhothai, the simple wisdom that became the wonders of a mixture of clay and cloth until it became one of the products of the community that is interested in the people who come to this village. จุดเริ่มต้นของภูมิปัญญาที่น่าทึ่งนี้ เริ่มขึ้นจากการสังเกตของชาวบ้าน ที่ถูกเล่าต่อๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่นว่า ยามที่ออกไปทำนา เสื้อผ้าส่วนล่างที่ใส่ไปนั้น ก็จะเปื้อนโคลนทุกๆ ครั้ง หลังจากกลับบ้านมาซักผ้าเพื่อทำความสะอาดแล้ว จึงสังเกตว่าผ้าในส่วนล่างที่เปื้อนโคลนนั้น มีความนิ่มกว่าผ้าส่วนบนที่ไม่เปื้อนโคลนหลังจากการช่างสังเกตของบรรพบุรุษของชาวบ้านบ้านนาต้นจั่น กรรมวิธีการทำผ้าหมักโคลน จึงถือกำเนิดขึ้น และกลายมาเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านอันน่ามหัศจรรย์ ที่ส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านบ้านนาต้นจั่นอีกทางหนึ่งขั้นตอนในการทำผ้าหมักโคลนนั้นไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนมากนัก เริ่มจากการย้อมเส้นฝ้ายสีขาวด้วยคราม ซึ่งจะใช้เวลานานนับชั่วโมงกว่าสีจะติดตามต้องการ แล้วนำเส้นฝ้ายไปผึ่งแดดให้แห้งและซักน้ำครามออก นำกลับไปผึ่งแดดอีกครั้งหนึ่ง จึงนำมาทอตามลวดลายที่กำหนดตามเอกลักษณ์ของผ้าทอบ้านนาต้นจั่น ซึ่งลวดลายส่วนใหญ่ลอกเลียนแบบจากธรรมชาติ เช่น ลายผักแว่น ลายดอกพิกุล หลังจากนั้นแล้วก็นำผ้าที่ทอได้เป็นผืนมาหมักในโคลน ซึ่งโคลนที่ได้นั้น ก็มาจากการเก็บตามท้องนาของหมู่บ้าน ซึ่งจะต้องนำมาคัดเศษผงที่เจือปนออก ก่อนนำไปผสมกับน้ำตามสัดส่วน หลังจากนั้นนำผ้ามาหมักไว้ และทิ้งไว้ 1 คืน ซึ่งเกินกว่านั้นไม่ได้เพราะทำให้ผ้าเปื่อย เมื่อเสร็จสิ้นจากการหมักแล้วก็จะนำมาซักให้สะอาด แล้วนำไปแช่น้ำทิ้งให้ผ้าซับน้ำจนอิ่มตัว ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในขั้นตอนนี้ จากนั้นก็จะเป็นการย้อมสีให้กับผ้านุ่มๆ ผืนนี้ การยอมสีผ้าของชาวบ้านบ้านนาต้นจั่นนั้น จะเป็นการย้อมผ้าที่ใช้สีธรรมชาติ ซึ่งแต่ละสีก็จะได้มาจากเปลือกไม้ ใบไม้หรือดอกไม้ อาทิ ต้นมะกอก ต้นหว้า ให้สีเขียวครีม ใบสะเดาให้สีเขียว แก่นขนุนให้สีเหลืองอมเขียว เป็นต้น ในขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง และจะต้องใส่เกลือลงไปเพื่อไม่ให้สีตก และใส่ผงซักฟอกเพื่อไม่ให้ผ้าหดตัว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับของชาวบ้านแห่งนี้
เมื่อสีสันของผ้าเริ่มได้ตามที่ต้องการแล้ว ก็จะนำผ้าขึ้นมาซักกับน้ำ โดยซักจนกว่าน้ำที่ซักจะใส เพื่อเป็นการยืนยันว่าสีไม่ตก และนำไปผึ่งให้แห้ง เสร็จสิ้นกระบวนการนี้ก็จะได้ผ้าฝ้ายสีสันสดใสและนุ่มน่าสัมผัส หากใครสนใจก็สามารถมาชมขั้นตอนในการผลิตได้ที่ โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมชนบทเพื่อการท่องเที่ยว หมู่บ้านบ้านนาต้นจั่น โดยจะมีผลิตภัณฑ์จากผ้าหมักโคลน ทั้งแบบทอเป็นผืนและแบบที่แปรรูปแล้ว เช่น กระเป๋า, เสื้อ, ชุดต่างๆ ให้ได้เลือกซื้อเลือกชมติดไม้ติดมือกลับบ้าน

นับได้ว่าการทำผ้าหมักโคลน เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มหัศจรรย์ที่ได้มาจากการช่างสังเกต ซึ่งสามารถนำดินมาสร้างมูลค่าให้แก่ผ้าได้อย่างมากมาย และกลายมาเป็นสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ และนำรายได้มาสู่ชุมชน ซึ่งเปรียบได้กับคำพูดที่ว่า “ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ” นั้นมีอยู่จริงๆ อีกทั้งหมู่บ้านบ้านนาต้นจั่น ยังได้รับรางวัล PATA GOLD AWARDS 2012 ประเภท Heritage and culture และรางวัลยอดเยี่ยม Tourism Award 2013 อีกด้วย และหากใครที่มีโอกาสได้มาเที่ยวที่นี่ ก็อย่าลืมชิม “ข้าวเปิ๊บ” อาหารพื้นบ้านประจำถิ่นแสนอร่อย และแวะทักทายคุณตาวงศ์ ผู้ที่ริเริ่มประดิษฐ์ตุ๊กตาโหนบาร์ สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ หมู่บ้านบ้านนาต้นจั่นเเห่งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่น่าสนใจที่จะมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง



การแปล กรุณารอสักครู่..
ผลลัพธ์ (อังกฤษ) 2:[สำเนา]
คัดลอก!
“ผ้าหมักโคลน” หนึ่งในภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนานจากรุ่นสู่รุ่นของชาวบ้านในชุมชนบ้านนาต้นจั่น ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ภูมิปัญญาเรียบง่ายที่กลายมาเป็นความมหัศจรรย์ของการผสมผสานระหว่างดินและผ้า จนกลายมาเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ที่มาเยือนยังหมู่บ้านแห่งนี้

จุดเริ่มต้นของภูมิปัญญาที่น่าทึ่งนี้ เริ่มขึ้นจากการสังเกตของชาวบ้าน ที่ถูกเล่าต่อๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่นว่า ยามที่ออกไปทำนา เสื้อผ้าส่วนล่างที่ใส่ไปนั้น ก็จะเปื้อนโคลนทุกๆ ครั้ง หลังจากกลับบ้านมาซักผ้าเพื่อทำความสะอาดแล้ว จึงสังเกตว่าผ้าในส่วนล่างที่เปื้อนโคลนนั้น มีความนิ่มกว่าผ้าส่วนบนที่ไม่เปื้อนโคลนหลังจากการช่างสังเกตของบรรพบุรุษของชาวบ้านบ้านนาต้นจั่น กรรมวิธีการทำผ้าหมักโคลน จึงถือกำเนิดขึ้น และกลายมาเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านอันน่ามหัศจรรย์ ที่ส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านบ้านนาต้นจั่นอีกทางหนึ่งขั้นตอนในการทำผ้าหมักโคลนนั้นไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนมากนัก เริ่มจากการย้อมเส้นฝ้ายสีขาวด้วยคราม ซึ่งจะใช้เวลานานนับชั่วโมงกว่าสีจะติดตามต้องการ แล้วนำเส้นฝ้ายไปผึ่งแดดให้แห้งและซักน้ำครามออก นำกลับไปผึ่งแดดอีกครั้งหนึ่ง จึงนำมาทอตามลวดลายที่กำหนดตามเอกลักษณ์ของผ้าทอบ้านนาต้นจั่น ซึ่งลวดลายส่วนใหญ่ลอกเลียนแบบจากธรรมชาติ เช่น ลายผักแว่น ลายดอกพิกุล หลังจากนั้นแล้วก็นำผ้าที่ทอได้เป็นผืนมาหมักในโคลน ซึ่งโคลนที่ได้นั้น ก็มาจากการเก็บตามท้องนาของหมู่บ้าน ซึ่งจะต้องนำมาคัดเศษผงที่เจือปนออก ก่อนนำไปผสมกับน้ำตามสัดส่วน หลังจากนั้นนำผ้ามาหมักไว้ และทิ้งไว้ 1 คืน ซึ่งเกินกว่านั้นไม่ได้เพราะทำให้ผ้าเปื่อย

เมื่อเสร็จสิ้นจากการหมักแล้วก็จะนำมาซักให้สะอาด แล้วนำไปแช่น้ำทิ้งให้ผ้าซับน้ำจนอิ่มตัว ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในขั้นตอนนี้ จากนั้นก็จะเป็นการย้อมสีให้กับผ้านุ่มๆ ผืนนี้ การยอมสีผ้าของชาวบ้านบ้านนาต้นจั่นนั้น จะเป็นการย้อมผ้าที่ใช้สีธรรมชาติ ซึ่งแต่ละสีก็จะได้มาจากเปลือกไม้ ใบไม้หรือดอกไม้ อาทิ ต้นมะกอก ต้นหว้า ให้สีเขียวครีม ใบสะเดาให้สีเขียว แก่นขนุนให้สีเหลืองอมเขียว เป็นต้น ในขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง และจะต้องใส่เกลือลงไปเพื่อไม่ให้สีตก และใส่ผงซักฟอกเพื่อไม่ให้ผ้าหดตัว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับของชาวบ้านแห่งนี้

เมื่อสีสันของผ้าเริ่มได้ตามที่ต้องการแล้ว ก็จะนำผ้าขึ้นมาซักกับน้ำ โดยซักจนกว่าน้ำที่ซักจะใส เพื่อเป็นการยืนยันว่าสีไม่ตก และนำไปผึ่งให้แห้ง เสร็จสิ้นกระบวนการนี้ก็จะได้ผ้าฝ้ายสีสันสดใสและนุ่มน่าสัมผัส หากใครสนใจก็สามารถมาชมขั้นตอนในการผลิตได้ที่ โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมชนบทเพื่อการท่องเที่ยว หมู่บ้านบ้านนาต้นจั่น โดยจะมีผลิตภัณฑ์จากผ้าหมักโคลน ทั้งแบบทอเป็นผืนและแบบที่แปรรูปแล้ว เช่น กระเป๋า, เสื้อ, ชุดต่างๆ ให้ได้เลือกซื้อเลือกชมติดไม้ติดมือกลับบ้าน

นับได้ว่าการทำผ้าหมักโคลน เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มหัศจรรย์ที่ได้มาจากการช่างสังเกต ซึ่งสามารถนำดินมาสร้างมูลค่าให้แก่ผ้าได้อย่างมากมาย และกลายมาเป็นสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ และนำรายได้มาสู่ชุมชน ซึ่งเปรียบได้กับคำพูดที่ว่า “ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ” นั้นมีอยู่จริงๆ อีกทั้งหมู่บ้านบ้านนาต้นจั่น ยังได้รับรางวัล PATA GOLD AWARDS 2012 ประเภท Heritage and culture และรางวัลยอดเยี่ยม Tourism Award 2013 อีกด้วย และหากใครที่มีโอกาสได้มาเที่ยวที่นี่ ก็อย่าลืมชิม “ข้าวเปิ๊บ” อาหารพื้นบ้านประจำถิ่นแสนอร่อย และแวะทักทายคุณตาวงศ์ ผู้ที่ริเริ่มประดิษฐ์ตุ๊กตาโหนบาร์ สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ หมู่บ้านบ้านนาต้นจั่นเเห่งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่น่าสนใจที่จะมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง



การแปล กรุณารอสักครู่..
ผลลัพธ์ (อังกฤษ) 3:[สำเนา]
คัดลอก!
"Mud cloth", one of the indigenous knowledge The inherited so long from generation to generation of the villagers in the village where the Chan District District, Sukhothai, kamphaeng houses.Become a one of the products the community gets much attention from people who visit this village also
.
.The beginning of wisdom remarkably. Starting from the observation of the villagers were passed from generation to generation. When out of their clothes, lower wear, it is muddy every From time to time.It noted that the fabric in the bottom mud. A soft fabric upper than not muddy after notice of the fathers of the mechanic Na ton Chan process mud cloth. Thus was born.Forward to the present day. It also became a community products. The villagers at the Chan another step in making cloth, mud is not complicate complicated. Starting from the dyeing of cotton lines with blue, whiteThe line of cotton to dry in the sun to dry and washed indigo. Bring back the sun again. The weaving pattern is determined by the identity of the woven fabric at the Chan Which most patterns copied from the nature, such as striped pepperwort.After that, and the cloth woven into the fermenter in the mud, the mud that is from the การเก็บตาม fields of the village. Which must be brought to steer the dust contamination. Before mixed with water proportion. After the cloth paste.1 nights, which more than that because make fabric rot
.
.Upon the completion of fermentation and will bring a clean. Then soak the effluent to gauze saturated water until approximately 1 hours in this process. Then it will be stained with a soft cloth piece.A dyed fabric using natural colors. Each color are derived from the bark, leaves or flowers, such as the olive tree, wishing tree. The color เขียวครีม neem leaves green, yellow green, the wood core And so on.And to put the salt to prevent discoloration. And put the detergent to the fabric shrink. Which is one of the tips of this people
.
.When the color of the cloth began as needed, then it will bring up a cloth with water. By one until the water washing will be clear. In order to confirm that the fall color and the desiccation. Completing this process will be colorful cotton, bright and soft to the touch.The rural industrial village for tourism village Na ton Chan the products from the fabric paste mud. Both a piece of woven and processing, such as storage,Shirt, dress, have chosen to buy the trustees home

.Count that make the fabric paste mud. A wonderful wisdom derived from mechanics observed. We can bring the earth to create value for the fabric. And become the products are unique, and brings to the community."Finding were สินในน้ำ." that exists in both the village ban Chan was awarded PATA GOLD AWARDS 2012 type Heritage. And and Culture Award Tourism Award 2013 as well, and if someone has the opportunity to visit here, don't forget the taste.
การแปล กรุณารอสักครู่..
 
ภาษาอื่น ๆ
การสนับสนุนเครื่องมือแปลภาษา: กรีก, กันนาดา, กาลิเชียน, คลิงออน, คอร์สิกา, คาซัค, คาตาลัน, คินยารวันดา, คีร์กิซ, คุชราต, จอร์เจีย, จีน, จีนดั้งเดิม, ชวา, ชิเชวา, ซามัว, ซีบัวโน, ซุนดา, ซูลู, ญี่ปุ่น, ดัตช์, ตรวจหาภาษา, ตุรกี, ทมิฬ, ทาจิก, ทาทาร์, นอร์เวย์, บอสเนีย, บัลแกเรีย, บาสก์, ปัญจาป, ฝรั่งเศส, พาชตู, ฟริเชียน, ฟินแลนด์, ฟิลิปปินส์, ภาษาอินโดนีเซี, มองโกเลีย, มัลทีส, มาซีโดเนีย, มาราฐี, มาลากาซี, มาลายาลัม, มาเลย์, ม้ง, ยิดดิช, ยูเครน, รัสเซีย, ละติน, ลักเซมเบิร์ก, ลัตเวีย, ลาว, ลิทัวเนีย, สวาฮิลี, สวีเดน, สิงหล, สินธี, สเปน, สโลวัก, สโลวีเนีย, อังกฤษ, อัมฮาริก, อาร์เซอร์ไบจัน, อาร์เมเนีย, อาหรับ, อิกโบ, อิตาลี, อุยกูร์, อุสเบกิสถาน, อูรดู, ฮังการี, ฮัวซา, ฮาวาย, ฮินดี, ฮีบรู, เกลิกสกอต, เกาหลี, เขมร, เคิร์ด, เช็ก, เซอร์เบียน, เซโซโท, เดนมาร์ก, เตลูกู, เติร์กเมน, เนปาล, เบงกอล, เบลารุส, เปอร์เซีย, เมารี, เมียนมา (พม่า), เยอรมัน, เวลส์, เวียดนาม, เอสเปอแรนโต, เอสโทเนีย, เฮติครีโอล, แอฟริกา, แอลเบเนีย, โคซา, โครเอเชีย, โชนา, โซมาลี, โปรตุเกส, โปแลนด์, โยรูบา, โรมาเนีย, โอเดีย (โอริยา), ไทย, ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, การแปลภาษา.

Copyright ©2026 I Love Translation. All reserved.

E-mail: