ด้านการลงทุน
๑. การลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ ๓.๙ ของการลงทุนของญี่ปุ่นทั่วโลก และเป็นอันดับ ๔ ในเอเชีย รองจากจีน สิงคโปร์ และอินเดีย (๒๕๕๐) แต่หากมองจากฝ่ายไทย โดยพิจารณาจาก ยอดการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแห่งประเทศไทย (BOI) ประเทศญี่ปุ่นครองอันดับ ๑ (คิดเป็นร้อยละ ๓๕.๙ ของยอดการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด ในปี ๒๕๕๔ รองลงมาคือ เนเธอร์แลนด์ (ร้อยละ ๙.๒) สเปน (ร้อยละ ๘.๐) และหมู่เกาะเคย์แมน (ร้อยละ ๗.๖)
๒. เพื่อรับมือกับค่าเงินเยนแข็งตัวหลังเดือนกันยายน ๒๕๒๘ บริษัทญี่ปุ่นต่าง ๆ ได้มีการเคลื่อนไหวที่จะย้ายฐานการผลิตออกสู่ต่างประเทศ และเริ่มการย้ายฐานผลิตอย่างจริงจังตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ ในขณะนั้นสภาวะการลงทุนในไทยอยู่ในสภาพดีเด่น การลงทุนของญี่ปุ่นในไทยจึงเริ่มขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ ๘๐ (๒๕๒๘-๒๕๓๒) เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออก และในช่วงครึ่งแรกของทศวรรษที่ ๙๐ (๒๕๓๓-๒๕๓๗) เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง (supporting industries) เพื่อผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้น ต่อมา รัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายที่ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดย่อม รวมทั้งบริษัทเอกชนในสาขาการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานออกไปลงทุนต่างประเทศมากยิ่งขึ้นตามแผนยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องชะลอแผนการดำเนินการในเรื่องออกไป เนื่องจากผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๔