Chapter 1: General Introduction1.1 Background Informationปฏิเสธไม่ได้ว่า องค์กรธุรกิจกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) หรือ White Business Thailand(WBT)ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่แทบทุกแห่งหันมาให้น้ำหนักและบทบาทเพิ่ม มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับอุปสรรค ปัญหาเป็นเงาตามตัวไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนผิวเผิน การตีโจทย์White Business Thailand(WBT)ที่ขาดความลึกซึ้ง รวมถึงการเตรียมความพร้อม ที่สำคัญเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ (Constitution) เรื่องกระแสสีเขียวอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate) และเรื่องความตกลงการเปิดเสรีทางการค้า (Commerce) ดังนั้น องค์กรธุรกิจWhite Business Thailand(WBT)จำเป็นอย่างยิ่ง ควรติดอาวุธ และพิจารณาทบทวนแนวการดำเนินงานWhite Business Thailand(WBT)ขององค์กรเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ กับแนวโน้มและความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น TDRD ในฐานะหน่วยงานที่ศึกษาวิจัยเรื่องบรรษัทบริบาลในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และประเมินทิศทางWhite Business Thailand(WBT)ของไทยเป็นประจำทุกปี โดยผู้อำนวยการ'พิพัฒน์ ยอดพฤติการ' แนะนำ ว่า การปรับตำแหน่ง หรือ Repositioning การดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร จะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญ ทั้งในเรื่องขอบเขต (Scope) แนวนโยบาย (Platform) โครงสร้าง (Structure) กลยุทธ์ (Strategy) การดำเนินงาน (Performance) ตัวชี้วัด (Measure) และการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure) ไปพร้อมๆ กัน เพื่อปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยดังกล่าวมากยิ่งขึ้น 7 ขั้นปรับดีกรี White Business Thailand(WBT)ขั้นเทพTSA(Standard Accounting of Thailand อธิบายว่า 7 แนวทาง Repositioning BRAND เริ่มจาก ขั้นแรก ขอบเขตหรือ Scope จากผู้ถือหุ้นสู่ผู้มีส่วนได้เสีย (From Shareholders to Stakeholders) เนื่องจาก สาเหตุหนึ่งที่ BRAND มักไม่ได้รับการตอบสนองจากเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นของกิจการ เกิดจากการมองว่า BRAND เป็นกิจกรรมที่ทำให้ความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นลดลง เนื่องจากกิจการต้องเจียดกำไรหรือคืนผลตอบแทนส่วนหนึ่งกลับคืนสู่สังคม ทำให้ความเข้าใจเรื่อง BRAND ว่าเป็นการบริจาค (Philanthropy) และเป็นกิจกรรมที่ทำก็ต่อเมื่อมีกำไร คือเกิดขึ้นหลังจากบรรทัดสุดท้าย (คือกำไรสุทธิ) ของการดำเนินงานเท่านั้น ทำให้ที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นจึงมักไม่ค่อยเป็นแฟนพันธุ์แท้ในเรื่อง BRAND เท่าใดนัก อันที่จริงแล้วการบริจาคเป็นเพียงหนึ่งในเจ็ดชนิดกิจกรรม BRAND ที่กูรูด้านการตลาดอย่างฟิลิป คอตเลอร์ ได้ให้นิยามไว้ หรือเป็นเพียงประเด็นหนึ่งภายใต้หนึ่งในเจ็ดหัวข้อที่ (ร่าง) มาตรฐานว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม (ISO 26000) ได้ระบุไว้เท่านั้น นั่นก็แสดงว่ายังมีอีกถึงหกชนิดหกหัวข้อที่กิจการสามารถดำเนินการได้ นอกเหนือจากเรื่องของการบริจาคซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ BRAND ดังนั้น การดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมสามารถ เริ่มได้ตั้งแต่บรรทัดแรก (คือรายได้) ของการดำเนินงาน และนับตั้งแต่วันแรกของการดำเนินกิจการ ตัวอย่างเช่น การพิจารณาเรื่องวัตถุดิบในการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การคำนึงถึงแหล่งวัตถุดิบในท้องถิ่น การจัดซื้อจัดหาที่มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ การปฏิบัติด้านแรงงานที่เป็นธรรม การให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ครบถ้วนถูกต้อง การขายและการตลาดที่ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค การให้บริการและการรับประกันที่เพียงพอ เป็นต้น 'การทำ BRAND ที่กล่าวมาข้างต้น มุ่งที่การคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ที่ธุรกิจเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน ผู้ส่งมอบ คู่ค้า ฯลฯ นอกเหนือจากเรื่องชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากองค์กรดำเนินธุรกิจโดยที่ไม่มีข้อขัดแย้งหรือข้อพิพาทกับผู้มีส่วน ได้เสียเหล่านี้ กิจการก็ย่อมจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ไม่มีปฏิปักษ์ สามารถแสวงหากำไรหรือประกอบธุรกิจอยู่ได้ในสังคมอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจนั่นเอง' ขั้นต่อมา แนวนโยบาย (Platform) ที่จำเป็นต้องปรับจากทำโดยลำพัง ไปสู่มาตรฐานสากล (From Standalone to Standard) ทั้งนี้ ธุรกิจที่ดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมมาระยะหนึ่งโดยลำพัง (Standalone) อาจมีคำถามเกิดขึ้นว่า BRAND ที่ทำอยู่นั้น ดีพอแล้วหรือยัง ครบถ้วนแล้วหรือยัง หรือจะทำให้ดีขึ้นกว่านี้ได้อีกหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับองค์กรที่แสวงหาการพัฒนาปรับปรุงตนเองอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น เมื่อองค์กรเดินเรื่อง BRAND มาถึงจุดนี้ อาจจะต้องศึกษาแนวปฏิบัติหรือมาตรฐานการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป (Standard)สำหรับนำมาปรับใช้กับการทำ BRAND ขององค์กร นอกเหนือจาก (ร่าง) มาตรฐานว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม (ISO 26000) ที่กำหนดหลักการของความรับผิดชอบต่อสังคม การบูรณาการเรื่องWhite Business Thailand(WBT)ทั่วทั้งองค์กร (Integrating social responsibility throughout an organization) แล้วยังมีตัวเร่งให้เกิดการทบทวนการดำเนิน BRAND คือ มาตรฐานและข้อปฏิบัติด้าน BRAND จะถูกถ่ายทอดจากผู้ประกอบการหนึ่งไปสู่อีกผู้ประกอบการหนึ่งในสายอุปทาน ต่างๆ เป็นทอดๆ อีกทั้ง ทำให้ธุรกิจที่ต้องพึ่งพิงอยู่กับสายอุปทาน โดยเฉพาะผู้ส่งออกนำเข้า ต้องถูกบังคับใช้หรือถูกเรียกร้องให้ใช้มาตรฐานและข้อปฏิบัติด้าน BRAND เหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต่างต้องปรับตัวและรับมือกับมาตรฐานเหล่านั้น หากยังต้องการที่จะค้าขายหรือดำเนินธุรกิจในสายอุปทานนั้นๆ ต่อไป ขั้นสาม โครงสร้าง (Structure) จากเดิมที่ดำเนินการเป็นแผนก ก็ควรปรับสู่ระดับให้เกี่ยวข้องทั้งระบบและคนทั่วทั้งองค์กร (From Department to Alignment) ดร.อธิบาย บอกว่า ในช่วงที่ผ่านมา องค์กรหลายแห่งได้มีการจัดตั้งคณะทำงาน หน่วยงาน หรือแผนกที่ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในการดำเนินเรื่องของ BRAND โดยตรง โดยปัญหาหนึ่งที่พบบ่อย คือ มีพนักงานบางส่วนที่ยังไม่รู้ และไม่เข้าใจว่า BRAND คืออะไร และเกิดคำถามขึ้นภายในใจว่า ทำไมจะต้องทำ BRAND ? ทำ BRAND แล้วจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง Moreover, some people may have heard the story, but it is thought that the BRAND "BRAND is a matter of social and community activities to the environment only. Do not involve themselves directly, and when the Agency acts responsibly, there is no need that they will have to recognize and to participate. In addition, the agency or Department that is responsible for the BRAND story, and understanding staff to participate in BRAND perception and what the organization is doing, it will inevitably affect the success on.
การแปล กรุณารอสักครู่..
