ฟัตตัตผู้ท่องพระสูตร
ภิกษุฟัตตัต ชาวเมืองฮุงเจา ผู้เข้ามาบรรพชาในพระศาสนา ตั้งแต่อายุเพิ่งได้ ๗ ปี มีปรกติสาธยายสัทธรรมปุณฑริกสูตรอยู่เป็นนิจ เมื่อท่านผู้นี้มาแสดงความเคารพต่อพระสังฆปริณายก ท่านไม่ได้กราบให้ศีรษะจดพื้น เพราะท่านทำการเคารพอย่างขอไปทีเช่นนี้ พระสังฆปริณายกตำหนิว่า ถ้าท่านรังเกียจในการที่จะก้มศีรษะให้จดพื้นแล้ว การไม่ทำความเคารพเสียเลย จะมิดีกว่าหรือ? ต้องมีอะไรอยู่ในใจของท่านสักอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้ท่านมีความทะนงเช่นนั้น ขอถามว่า ท่านทำอะไรเป็นประจำวัน?
ภิกษุฟัตตัตได้ตอบว่า “กระผมสาธยายสัทธรรมปุณฑริกสูตร กระผมท่องตลอดทั้งสูตร สามพันครั้งมาแล้ว”
พระสังฆปริณายก ได้เตือนว่า “ถ้าท่านจับใจความของสูตรนี้ได้ ท่านจะไม่มีการถือตัวเช่นนี้เลย แม้ท่านจะเคยท่องสูตรนี้มาถึงสามพันครั้งแล้ว ถ้าท่านจับความหมายของพระสูตรนี้ได้จริงๆ ท่านก็จะต้องเดินอยู่ในทางๆ เดียวกันกับข้าพเจ้า สิ่งที่ท่านเรียนสำเร็จ ได้ทำให้ท่านเป็นคนหยิ่งไปเสียแล้ว และยิ่งกว่านั้น ดูเหมือนท่านจะไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำไป ว่าการเป็นเช่นนี้เป็นของผิด ท่านจงฟังโศลกของข้าพเจ้าเถิด”
“ก็เมื่อความมุ่งหมายของระเบียบวินัยต่างๆเป็นไปเพื่อปราบปรามความทะลึ่งแล้ว ทำไมท่านไม่กราบให้ศีรษะจดพื้น? ‘การยึดถือในตัวตน’ เป็นทางมาแห่งบาป แต่การถือว่า ‘การได้บรรลุธรรมหรือผลใดๆ ก็ตาม เป็นเพียงของลมๆแล้งๆ’ นี้เป็นทางมาแห่งกุศลอันใหญ่หลวง”
จบแล้ว พระสังฆปริณายกได้ไต่ถามถึงชื่อของท่านผู้นี้ เมื่อได้ฟังว่า ชื่อฟัตตัต (ซึ่งแปลว่าผู้เข้าใจในธรรม) พระสังฆปริณายกจึงได้กล่าวต่อไปว่า ท่านชื่อฟัตตัตก็จริง แต่ท่านไม่เข้าใจในธรรมเลย แล้วท่านได้สรุปความด้วยโศลกต่อไปอีกว่า
“ชื่อของท่านว่า ฟัตตัต ท่านสาธยายพระสูตรอย่างพากเพียรไม่ท้อถอย การท่องพระสูตรด้วยปาก เป็นแต่การออกเสียงล้วนๆ สัตว์ผู้ที่มีใจสว่างไสวเพราะจับใจความได้ นั่นคือโพธิสัตว์แท้ เพราะเป็นเรื่องของปัจจยาการ อันอาจสืบสาวไปถึงภพก่อนๆ ข้าพเจ้าจะอธิบายความข้อนี้แก่ท่าน ถ้าท่านเพียงแต่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าไม่ตรัสอะไร แม้แต่คำเดียว เมื่อนั้น ดอกบัวจะบานขึ้นในปากของท่านเอง”
ที่มา: หนังสือ สูตรของเว่ยหล่าง, หมวดที่ ๗ ว่าด้วยคำสอนอันเหมาะแก่อุปนิสัย และสิ่งแวดล้อม