Decoration (DECORATION), refers to the arrangement of the buildings to the jewelry. Place both inside and outside the building, as well as the surrounding area of the building. By using the ingenuity point up or curling brush to bring the natural decoration. In order to meet the requirements of the functional and aesthetic value.At present, decorating, it may refer to painting or sculpture composed for decoration indoor decorative arts put architecture known as art to art (DECORATIVE ARTS), pure (PURE ARTS) now also refers to the set decoration, color scheme in building interiors. Carpet colors design design furniture (FURNITURE) Statues and ornaments to the beauty of these etc.Decorative arts or interior design( DECORATIVE ARTS OR MINOR ARTS )Means those art types, called chunsin phlitkam, such as reclamation technicians. Technician-glass artist money Goldsmith Mechanic, pottery and other decorative arts, these technicians are going to trade benefits, it may be called as "phanityasin" with applied arts (APPLIED ARTS), which means the art and decorative art that they bring to the objects that belong to the common. For this reason, phanityasin and decorative applied arts, thus corresponds to arts.The history of the decoration.Decorative arts decorative arts or this is the start of human known since pre-historic (PREHISTORIC PERIOD) in the old man began to recognize Yu kahin decorated caves used as housing can be found in the passage from the writing on the wall paintings decorating the cave (cave Al-TA (ALTARMIRA) hotel, which is located south of Spain. In a later era as the new stone ageLater, in modern history. Art created for religious reasons, to the King or the history is mainly composed of painting. (PAINTING), sculpture (SCULPTURE) is comprised of tiles (MOSAIC) colored glass (STAINEDGLASS) by a matter of God religious or ceremonial about vulnerabilities.In the current Decorative arts were altered to some extent because of the architectural changes shape from very ancient times. Modern architecture with just a simple structure is frankly bones etc. There are different methods of decorating according to living style. Economic necessity and thakit chipsThe nature of that building.Separation characteristics of buildings in consideration of the roles of each of 4 styles.1. อาคารของทางราชการ ( OFFICIAL BUILDING )2. อาคารสาธารณะ ( PUBLIC BUILDING )3. อาคารพาณิชย์ ( COMMERCIAL BUILDING )4. อาคารส่วนบุคคล ( PRIVATE BUILDING )ลักษณะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนของอาคารแต่ละประเภทที่มีหน้าที่เฉพาะเจาะจงไม่เหมือนกันจึงเป็นตัวนำความคิดหลักในการออกแบบตกแต่ง อย่างสอดคล้องเหมาะสมตามหน้าที่ใช้สอยและความงาม จึงทำให้เกิดมีลักษณะอาคารที่มีรูปแบบและหน้าที่ใช้สอยที่แปลกตาออกไป โดยเน้นเรื่องประโยชน์ใช้สอยของพื้นที่มากยิ่งขึ้นรูปแบบของอาคารจึงเป็นลักษณะการออกแบบผสมผสานระหว่างอาคารพาณิชย์และอาคารส่วนบุคคลที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปลักษณะงานสำหรับการตกแต่งการตกแต่งจะคำนึงถึงวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการคือ ประการแรกเป็นการออกแบบตกแต่งเพื่อตอบสนองทางร่างกาย ประการที่สองเป็นการออกแบบตกแต่งเพื่อตอบสนองทางด้านจิตใจซึ่งสองประเภทนี้จำแนกออกได้ตามลักษณะหน้าที่ใช้สอยและหน้าที่การตกแต่งเป็น 4 ประเภทคือ1. รูปภาพหรือภาพเขียนตกแต่ง ( PICTURE OR DECORATIVE PAINTING )2. ภาพปั้น-แกะสลัก เพื่อตกแต่ง ( DECORATIVE SCULPTURE )3. เครื่องเรือนหรือคุรุภัณฑ์ ( FURNITURE )4. ประเภทสิ่งบันเทิงและสิ่งประดับ ( ENTERTAMENT AND DECORATION )หลักเบื้องต้นในการออกแบบตกแต่ง1. เส้น ( LINE ) เป็นส่วนประกอบพื้นฐานสำคัญในการออกแบบ เพราะเส้นจะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิดรูปทรง รูปร่างที่จะนำไปใช้ในการตกแต่งลักษณะของเส้นจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไปดังนี้เส้นตรง ให้ความรู้สึกแข็ง ตรงไปตรงมาเส้นโค้ง ให้ความรู้สึกอ่อนไหวเส้นซิกแซก ให้ความรู้สึกยอกย้อน รุนแรงเส้นดิ่ง ให้ความรู้สึกในทางสูง เด่น สง่างามเส้นระดับ ให้ความรู้สึกทางกว้างยาวเส้นโค้งเป็นแนวคลื่น ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวเส้นตรงตัดกันเป็นกากบาท ให้ความรู้สึกขัดแย้งเส้นก้นหอย ให้ความรู้สึกหมุนเวียนเส้นแย้ง ให้ความรู้สึก กระด้างหรือการแตกแยก2. รูปทรง ( FORM ) เกิดจากการนำเส้นมาต่อกันเป็นรูปทรงแปลก ๆ มากมาย และทำให้รู้สึกต่างกันออกไป นอกจากนี้เราได้รูปทรงจากธรรมชาติที่มีความงามในตัวเองเสมอ รูปทรงที่ได้จากการนำเส้นมาต่อกันเป็นรูปทรงใหม่เรียกว่ารูปทรงเลขาคณิต( GEOMETRICAL FOME ) ที่นำมาใช้ออกแบบเครื่องเรือนเครื่องประดับตกแต่งและสถาปัตยกรรมต่าง ๆ รูปทรงเลขาคณิต ได้แก่รูปสี่เหลี่ยมด้านเท่า ให้ความรู้สึกแข็งแรง ไม่เอนเอียงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ให้ความรู้สึกกว้างขวาง สง่างามรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตรง ให้ความรู้สึกสูงเด่น และไม่ปลอดภัยรูปสี่เหลี่ยมคางหมู ให้ความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยรูปสามเหลี่ยม ให้ความรู้สึกเด่น สง่า รุนแรง
รูปทรงกลม ให้ความรู้สึกกลมกลืนนุ่มนวล
รูปทรงอิสระ ( FREE FOME ) ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวไม่แน่นอน
3. คุณค่าของแสงและเงา ( CHIAROSCURO ) เมื่อได้ลักษณะของรูปทรง ผู้ออกแบบจะต้องคำนึงถึงผลที่จะได้รับจากแสงสว่าง ไม่ว่าจะเป็นแสง
สว่างจากธรรมชาติหรือจากหลอดไฟฟ้าซึ่งจะทำให้เกิดแสงตกทอด อันเป็นผลต่อแสงสว่างภาพในอาคาร และการกำหนดโครงสีภายใน ภายนอกอาคารเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์กัน
สีเขียวแก่กับสีเทา ( DARK GREEN-COMBINED WITH GRAYS ) ทำให้เกิดความรู้สึกเศร้า ความชรา ความสงบเงียบ
สีเทากลาง ( MIDDLE GRAYS ) ทำให้เกิดความรู้สึกสงบเงียบ สุภาพ
สีขาวและสีดำอยู่ด้วยกัน ( BLACK AND WHITE TOGETHER ) ทำให้เกิดความหดหู่ใจ เศร้าสลด เงียบเหงา
สีขาว ( WHITE ) ทำให้เกิดความบริสุทธิ์ สดชื่น
4. เนื้อที่และช่องไฟ ( AREA AND SPACE ) ผู้ออกแบบจะต้องออกแบบเครื่องเรือนให้สัมพันธ์กับขนาด ( SIZE ) ของห้อง จัดวางตำแหน่งที่แน่นอนลงไปโดยให้เครื่องเรือนมีความสัมพันธ์ของหน้าที่ใช้สอยเต็มที่และจัดที่ว่างสำหรับการสัญจรไปมาอย่างสะดวก การออกแบบที่ไม่นึกถึงความสัมพันธ์ของเครื่องเรือนหรือตำแหน่งการจัดวางแล้วอาจทำให้เสียเวลาในการเดินไปเดินมาเพื่อหยิบสิ่งของ เคริ่องใช้เหล่านี้เป็นต้น
5. ผิวสัมผัส ( TEXTURE ) ในการออกแบบแต่ละครั้งผิวสั
การแปล กรุณารอสักครู่..
