Documentary film, Disney's latest "PIA" master Su. ที่เกิดขึ้นในเชิงบวก ว่ามิได้เป็นเพียงแค่ภาพยนตร์สดใส ชวนฝันสำหรับเยาวชน อยู่แต่ด้าน หรือ แง่มุมเดียว ว่ายังมีในแง่มุมของการเสียดสี การล้อเลียนความจริงทางสังคมที่เกิดขึ้นและมีอยู่จริงภายในสังคมปัจจุบันอีกด้วย อาทิ การนำตัวสล็อต (sloth) มาเป็นสัญลักษณ์แทนระบบราชการ หรือ ระบบการบริหารจัดการและการให้บริการจากภาครัฐที่มักมีความล่าช้า ไม่เป็นไปตามดั่งใจคาด และไม่ตอบสนองต่อความต้องการของพลเมืองภายในรัฐได้เท่าที่ควร หรือแม้แต่มีการกล่าวถึงประเด็นทางด้านสตรีนิยม (feminism) ผ่านตัวละครชื่อ Judy Hopps (นางเอกของภาพยนตร์ Zootopia) ในฐานะที่เป็นตำรวจสาวผู้ได้รับผลกระทบจากสังคมชายเป็นใหญ่ (patriarchy) ในการถูกเลือกปฏิบัติภายในหน่วยงาน (กรมตำรวจ Zootopia) หรือแม้แต่ประเด็นความเก็บกดในแง่จิตวิทยาของจิ้งจอกผ่านตัวละครชื่อ Nick Wilde (พระเอกของภาพยนตร์เรื่องเดียวกันนี้) ซึ่งภายหลังจากที่ต้องตกอยู่ในภวังค์แห่งห้วงอารมณ์ในความอยากนั้น พักหนึ่งผู้เขียนจึงตัดสินใจจัดเวลาว่าง หรือ จัดวางการหลบเลี่ยงกิจวัตรประจำวัน เพื่อออกไปรับชมภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวได้สิ่งที่ทำใหประทับใจ มากที่สุด คือ ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวนั้นไม่ได้มีแต่เพียงประเด็นเรื่อง ของการทำความเข้าใจในสัตว์โลกวัยใส ที่มาพร้อมกับการมีความฝันของตัวละครตัวหนึ่งๆเป็นตัวขับเคลื่อนเนื้อเรื่อง แต่จะมีเรื่องของประเด็น การปะทะถกเถียง และการนำเสนอซึ่ง “ภาพตัวแทน” (representation) และสัญลักษณ์ชุดต่างๆจากสังคมกระแสหลักอีกเป็นจำนวนมากมายหลายฉาก โดยเริ่มแรกสุดภาพยนตร์ได้เล่าและฉายให้ทุกๆคนเห็นถึงความเป็นมาของมหานคร Zootopia ว่ามีการเริ่มต้นที่มีลักษณะคล้ายกับสังคมมนุษย์ พูดอย่างง่าย คือ เริ่มแรกนั้นโลกของ Zootopia จะอยู่กันอย่างไร้การผูกพันกันเป็นสังคมแบบในแนวคิดเรื่องสภาพธรรมชาติตามกลุ่มทฤษฎีสำนักสัญญาประชาคม (social contract) มีความเป็นสัตว์ป่า ใช้สัญชาตญาณในการดำรงชีวิต ไร้กฎเกณฑ์ กติกา ข้อบังคับใช้สากลใดๆในการอยู่ร่วมกัน ทุกๆคนอยู่ร่วมกันด้วยกฎธรรมชาติ ภายในสภาพธรรมชาติที่ทุกๆคนมีสิทธิที่จะฆ่าแกงกันได้อย่างเลือดเย็น เพื่อความอยู่รอดของตนเอง เป็นยุคที่ไม่มีการจัดระเบียบใดๆทางสังคม มีการอยู่ร่วมกันแบบหลวมๆไม่มีกฎที่ตายตัว นอกจากความเป็นไปที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ และแรงผลักดันจากทางธรรมชาติ เป็นยุคที่มีเพียง 2 บทบาท หรือ กลุ่มหน้าที่เพียง 2 หน้าที่ในรูปแบบชีววิทยา (predation) ก็คือ การมีเพียงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ล่า และผู้ถูกล่า (เหยื่อ) เท่านั้น สัตว์ต่างๆอยู่อาศัยในผืนป่าร่วมกันอย่างแตกกระจาย ตามแต่ละเผ่าพันธุ์และวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของกลุ่มก้อนตนเอง ไม่ได้มีการก่อรูปเพื่ออยู่รวมกันเป็นสังคมแต่อย่างใด ก่อนแล้วจึงมีการเข้ามารวมตัวกันจนเกิดเป็น Zootopia ที่มีระบบเมืองและการแบ่งงานกันทำอย่างมีโครงสร้างที่แน่นแฟ้นสามัคคี ตามหน้าที่และการจัดระเบียบที่แต่ละคน แต่ละเผ่าพันธุ์ แต่ละกลุ่มก้อนได้รับจากอิทธิพลแบบเมืองโดยเงื่อนไขสำหรับการเข้าสู่ความเป็นเมือง และการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนภายในมหานครขนาดใหญ่เหล่านั้นหลักๆ มีเพียงประการเดียวคือ สัตว์ทุกตัวจะต้องละทิ้งซึ่งความเป็นสัตว์ของตนเอง เพื่อเข้ามาอยู่ร่วมกันภายในมหานคร ที่มีเป้าหมายและ “ความหวัง” บนตัวแบบเชิงอุดมคติ (ideal type) ว่าถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นนครแห่งเสรีภาพของเหล่าสัตว์ อันเป็นพื้นที่ที่สัตว์ทุกชนิด ทุกๆตัวสามารถที่จะ “เลือกเป็น” (becoming) ได้อย่างอิสระ แม้ร่างกาย หรือ กายสรีระ จะไม่เอื้ออำนวยต่อสิ่งที่ตนก้าวไปเป็น ตามอุดมคติแล้ว Zootopia จึงเป็นเมืองที่สัตว์ทุกตัวจะสามารถเลือกจะทำงานอะไรก็ได้อย่างเสรีไร้ข้อจำกัดทางด้านร่างกายตามวิธีคิดแบบเก่าจากยุคก่อนเมืองที่มีข้อกำหนดด้านรูปลักษณ์ ชีวภาพ และความเป็นไปทางประวัติศาสตร์ที่ว่าสัตว์ผู้ล่าจะต้องฆ่าล้างทำลายเหล่าชนชั้นผู้ถูกล่า “De-animalizing humanization” อันหมายถึง การลดทอนความเป็นสัตว์ป่าลง แล้วสร้างความเป็นมนุษย์ขึ้น อาทิ การเปลี่ยนแปลงของสัตว์ที่โดยธรรมชาติแล้วเคยเดิน 4 ขา ตามธรรมชาติของความเลื้อยคลาน มาสู่การมีธรรมชาติในชีวิตแบบใหม่ ที่ต้องใช้เพียงขาหลังเพียง 2 ขาในการเดิน ส่วน 2 ขาหน้าจะต้องได้รับการวิวัฒนาการให้กลายไปเป็นอุปกรณ์ เครื่องมือในการหยิบจับ หรือ ใช้เป็นจุดผสานดึงประโยชน์รอบกายให้เข้ามาสู่ใช้สอย (utilitization) อีกทั้งยังต้องมีการจัดโซนนิ่งเมืองเป็นกลุ่มก้อนของแต่ละวัฒนธรรม กลุ่มก้อนของแต่ละเผ่าพันธุ์ให้อยู่รวมกันอย่างเป็นระเบียบเหมาะสม และที่สำคัญสุดคือ ต้องมีการใส่เสื้อผ้าเพื่อปกปิดร่างกายของตนเองให้มิดชิดอย่างมีอารยะว่าจริงๆแล้วภาพเหล่านั้นล้วนแต่เป็นภาพอุดมคติที่ถูกชูขึ้นในเบื้องหน้าแต่เพียงเท่านั้น เพราะภายในเบื้องลึกเบื้องหลังของมหานครขนาดใหญ่แห่งนี้ ยังคงมีหลายสิ่งที่ปรากฏออกมาตรงข้ามกับกฎเกณฑ์ และ ภาพเชิงอุดมคติของมหานครที่ปรากฏอยู่ในหน้าฉาก เพราะแท้ที่จริงนั้น Zootopia ไม่ได้มีเสรีภาพจริงอย่างที่มีการโฆษณาเอาไว้ ด้วยความไม่เสรีที่แอบซ่อนอยู่ในทุกๆตารางนิ้วของมหานคร ภาพยนตร์ดังกล่าว ยังได้เสนอนัยต่อปัญหาในด้านการรับมือกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมแห่งนี้ได้อย่างละเอียด กล่าวคือ แม้มหานครแห่งนี้จะเป็นสังคมที่มีภาพของการเชิดชู ชุบเลี้ยงในความหลากหลายทางวัฒนธรรม บนพื้นฐานของเสรีภาพจริง แต่ว่ามันก็ไม่ได้ให้พื้นที่แก่ความหลากหลาย หรือ “เสรีภาพ” แบบทุกตารางนิ้วจริงดังคำโปรยในโฆษณา เนื่องจากสังคมภายใน Zootopia ยังคงมีตรรกะ วิธีคิด และแนวคิดรูปแบบเก่าๆที่ยังไม่สามารถจะสลัดออกได้อย่างสมบูรณ์ หลงเหลือกระจายอยู่ตลอดเวลาเช่น วิธีคิดแบบ structural functionalism หรือแนวคิดแบบโครงสร้างหน้าที่นิยมแบบดั้งเดิม ที่เป็นอิทธิพลสืบทอดมาจากวิธีคิดแบบ Socrates ที่เน้นการแบ่งงานกันทำตามความถนัด ซึ่งปรากฏให้เห็นชัดเจนมากที่สุดผ่านแนวคิดของ Chief Bogo ตำรวจชั้นผู้ใหญ่เพียงคนเดียวแห่ง Zootopia ที่มองว่ากระต่ายไม่ควรมาเป็นตำรวจ หรือหากเป็นได้ ก็ไม่ควรมาอยู่ในสายสืบสวนสอบสวน แต่ควรไปทำหน้าที่ง่ายๆ อย่างกลุ่มงานจราจร ที่ไม่ต้องใช้การออกแรง หรือ การปัจจัยทางด้านร่างกายมากนัก (เดินแจกใบสั่งอย่างเดียว)It can be seen from the words of the Chief protagonist is a Bogo spoke with Judy: "It's not about how badly y.
การแปล กรุณารอสักครู่..
