เย็นวันหนึ่งขณะที่หมีพูห์และพิกเล็ทล่องเรืออยู่ด้วยกันกลางลำน้ำ
เสียงเพลงดังอยู่ที่หัวเรือผสมกับเสียงลมที่พิกเล็ทกำลังร้องอยู่
เป็นเสียงที่ไพเราะอย่างที่สุดสำหรับพูห์ในตอนนี้
พิกเล็ทอยู่ในอารมณ์ที่สนุกที่หัวเรือ
จนเกือบลืมความลำบากของพูห์ที่นั่งพายเรืออยู่ข้างหลัง
เมื่อมองไปเห็นสีหน้าของพูห์ที่ดูจะเหนื่อย พิกเล็ทเลยพูดออกไปว่า
"ฉันช่วยไหมพูห์" แม้ว่าพูห์จะรู้ว่าตัวเองนั้นเหนื่อยเพียงไร
แต่ด้วยความอยากเห็นเพื่อนมีความสุข เลยบอกกลับไปว่า
"ไม่เป็นไรหรอกพิกเล็ท ร้องเพลงต่อเถอะ"
พิกเล็ทกลับเดินมาที่กลางเรือ เปลี่ยนเป็นหยิบหนังสือขึ้นมาเล่านิทานให้พูห์ฟัง
เลือกที่จะเล่าแต่เรื่องที่คิดว่าพูห์ชอบ
แม้ว่าเรื่องนั้นจะไม่ค่อยถูกใจตัวเองสักเท่าไร แต่เพราะรู้ว่าพูห์เหนื่อย
ถ้าได้ฟังเรื่องอะไรดีดี พูห์คงจะหายเหนื่อยไปได้บ้าง
ดูเหมือนพูห์จะดีขึ้น
แต่พิกเล็ทก็ยังอยากที่จะเปลี่ยนเป็นฝ่ายพายเพื่อให้พูห์ได้นั่งบ้าง
พิกเล็ทเลยลองขอที่จะช่วยอีกครั้ง "ฉันช่วยนะพูห์"
แต่พูห์ก็ยังคงบอกกลับมาเช่นเดิมว่า "ฉันไหวน่าพิกเล็ท"
ทั้งสองล่องเรือมานานพอสมควร จนพิกเล็ทเผลอหลับไป
ส่วนพูห์แม้ว่าจะเหนื่อยสักเท่าไร ก็ยังคงไม่ลุกไปไหน มือยังพายเรือ
ตาก็มองไปที่เพื่อนตัวเล็กๆ เห็นกำลังนอนหลับอยู่อย่างมีความสุข
เสียงนกบินกลับรัง ทำให้พิกเล็ทตื่นขึ้น แล้วรีบหันไปมองหาพูห์
แต่คราวนี้พิกเล็ทไม่ได้ขอที่จะช่วยพูห์พาย แต่กลับเดินไปจับมือพูห์
ดึงไม้พายในมืออีกข้างหนึ่งของพูห์วางลง จูงมือพูห์มานั่งที่กลางเรือ
แล้วกอดพูห์ไว้แน่น คงไม่มีอะไรบอกถึงความซึ้งใจของพิกเล็ท
ได้ดีไปกว่าน้ำตาที่ไหลซึมอยู่บนใบหน้า
เรือยังคงไหลไปตามสายน้ำ ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม พระอาทิตย์กำลัง
จะลาขอบฟ้า ทิ้งลำแสงสุดท้ายให้พูห์และพิกเล็ทได้ชื่นชม
เรื่องนี้เราเห็นได้ว่า ความประทับใจในมิตรภาพของทั้งคู่นั้นสวยงามเพียงไร
คงไม่ใช่เพราะว่าพิกเล็ทได้รับความสบายที่ได้มีเพื่อนตัวใหญ่อย่างพูห์
และพูห์ก็คงเช่นกัน
สิ่งที่ทำให้คงไม่ใช่เพราะความสงสารเพื่อนตัวเล็กอย่างพิกเล็ท
มิตรภาพอันแสนอบอุ่นนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายให้
หรือว่าใครจะเป็นฝ่ายรับ