พระโพธิสัตว์ทรงทดสอบปัญญา
ถามฆารวาสทั้งสองนิกายที่ต่างมีความเห็นที่ขัดแย้งกัน ที่มาจากคำสอนของพระพุทธองค์ที่สอนแตกต่างกัน ไม่รู้ว่า คำสอนไหนเท็จหรือจริง หรือ แต่งกันขึ้นมาเอง แต่ให้พึงพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยสติปัญญา.....
บัณฑืตทั้งหลาย เราโปรดสัตว์ไปทั่วไตรภูมิ เราจึงให้ความเป็นธรรมและความสุขกับเวไนยสัตว์ทั้งหลายเท่าเทียมกัน
เราจึงจะไม่สามารถเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ ระหว่างสัตว์เดรัจฉานและมนุษย์ เราสงสารและเมตตาเท่าเทียมกัน
พวกเธอได้ฆ่าสัตว์ไม่มีประมาณจนเลยขอบเขตของกฏแห่งกรรมแล้วหนา พวกเธอไม่สงสารสรรพสัตว์บ้างเลยหรือ?? พวกเธอเอาแต่เสพสุขฝ่ายเดียวจนเป็นความเคยชินชาไปเสียแล้วใช่หรือไม่ กับความผิดบาปที่กระทำกันมาหลายชั่วอายุคน พวกเธอ แม้แต่พระพุทธองค์ ก็เคยเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานกันมาแล้ว การเวียนว่ายตายเกิดเป็นทุกข์มหันต์นัก เพราะกิเลสตัณหา
การฆ่าสัตว์และมนุษย์ ล้วนมาจาก กิเลสของโทสะ ไร้จิตเมตตาการุณย์ จะเข้าถึงอรหันต์ได้อย่างไรเล่าในเมื่อเธอยังติดในรส จากอายตนะที่เรียกว่า ลิ้น และ รส อยู่ อรหันต์ ย่อมมีจิตเมตตา ไม่โลภยึดมั่นในรูป รส กลิ่น เสียง อารมณ์ใดๆ การกินเป็นการประทังชีวิตแต่เธอประทังชีวิตที่ยังขาดเมตตาธรรม มิใช่วิถีแห่งจิตและมิใช่พุทธะ โพธิญาณไม่มีใจที่แบ่งแยก เดินสายกลาง เมตตาทั้งมนุษย์และสัตว์ทุกภพภูมิ เราไม่เคยรังเกียจสรรพสัตว์ใดๆ เรามิเคยมองเขาแตกต่างจากพวกเธอเลยแม้แต่น้อย
เธอทั้งหลายมิใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรอง ยึดติดในตำราทฤษฎีหรือฟังปัญญาคนอื่นตามๆกันมา แต่มิได้มองไปถึงสัจธรรมชีวิตจริง ว่า การฆ่าสัตว์ การทำผิดศีลได้เกิดขึ้นทุกวินาทีบนโลกมนุษย์ เธอจงไปดูเอาเองที่โรงฆ่าสัตว์ หรือ ตามตลาดสด เธอจะเห็นสัจธรรมจริง
อวิชชาบดบังศีล สมาธิ ปัญญาของมนุษย์ ดั่งเมฆสีดำบดบังแสงจันทรา ทำให้คิดไม่ได้เสียทีว่า เหตุแห่งทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิดมาจากที่ใด
สมมติ ไม่มีคนฆ่าสัตว์มาให้เธอกิน ทุกคนหยุดฆ่าสัตว์หมดทั้งโลก เธอจะยินดีกับสถานการณ์ที่ว่า การไม่มีเนื้อให้กินกันอีก ได้ไหม? เธอจะยอมรับได้ไหมกับการไม่มีเนื้อสัตว์มาวางขายตามตลาดแล้วหันมาทานอาหารเจหรือมังสวิรัติกันแทน ตลอดชีวิต? เธอจะยอมฆ่ากินเองไหม หากไม่มีเนื้อสัตว์มาวางขายอีกต่อไปแล้ว?
คำตอบ : สมมติว่า หากเธอยอมรับสภาพนั้นได้ เธอเลิกเสพเนื้อสัตว์ตั้งแต่แรกเกิดไม่ดีกว่าหรือ? และสมมติหากว่า เธอไม่สามารถยอมรับสถานการณ์นี้ได้ คือ ในโลกนี้ ไม่มีใครฆ่าสัตว์ให้เธอกินสักคน เธอจะยอมฆ่าสัตว์ด้วยน้ำมือของเธอเองแลกกับบาป เพื่อสนองความโมโหหิวของเธอได้หรือไม่ เธอทำไม่ลงเพราะเธอกลัวบาปใช่หรือไม่ เธอจึงเอาเปรียบผู้อื่นด้วยการให้เขาฆ่าสัตว์และรับบาปแทนเธอใช่หรือไม่ นี้คือ ความเห็นผิดพล่อยๆของมนุษย์โดยไม่ดูเหตุแห่งทุกข์ เธอซื้อเท่ากับเธอจ้างเขาฆ่าให้เธอแล้ว เพราะเธอจะซื้อต่อไปเรื่อยๆเมื่อเธอกินเนื้อทุกวันตลอดชีวิตของเธอ
คติพจน์ : เธอได้กินเนื้อสัตว์อย่างอิ่มหนำสำราญทุกวันนี้ ก็เพราะว่าเธอมีคนอื่นฆ่าสัตว์ให้เธอกินอย่างง่ายๆ เธอไม่ได้เป็นคนฆ่าเองเพราะเธอบอกว่าเธอกลัวบาป เธอรักษาศีลอยู่ ดังนั้นเธอจึงโยนความผิดบาปนั้นไปให้คนที่ฆ่าสัตว์หรือโรงฆ่าสัตว์แทน ว่า พวกเขาทำบาป พวกเขาสมควรได้รับโทษในนรกขุมที่ 1 พวกเขาทำผิดศีลข้อปาณาฯเอง ส่วนเธอไม่ผิด เพราะเธอเป็นผู้ซื้อ ผู้บริโภคเท่านั้น ทางการยมโลกไม่เอาเรื่องเธอโดยตรงได้ แต่ผู้ที่จะมาเอาเรื่องกับเธอโดยตรงได้ คือ ใคร รู้ไหม
เราจึงขอถามหน่อยว่า แม้เธอตอบท่านพญายมราชไปว่า เธอไม่ได้เป็นคนลงมือฆ่าเอง เธอไปเอาเงินซื้อเนื้อมาเฉยๆ เธอบอกว่าเธอไม่ผิด ทำเป็นไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟัง ไม่รู้ไม่ชี้ แต่หากเจ้าของเนื้อชิ้นนั้นที่อาฆาตแค้นจะมาทวงหนี้กรรมกับเธอด้วยการให้เธอป่วยเป็นโรคตาย ถูกฆาตกรรมตาย หรือเกิดอุบัติเหตุตาย เมื่อเธอไปพบเจ้ากรรมนายเวรเข้าในศาลยมโลก เธอจะทำอย่างไรดีหากเขาไม่ยอม วิญญาณเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นสัตว์ ก็ต้องตอบกลับมาว่า ท่านกินพวกเรา พวกเราเลยถูกฆ่าตายไม่จบสิ้น ปากของท่านคือสาเหตุการตายของพวกเรา
วิญญาณสัตว์ที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรเป็นเหตุแห่งทุกข์นี้ เธอได้มองเห็นเหตุแห่งทุกข์ชัดเจนหรือไม่เหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงก็มาจาก ความอยากเสพเนื้อของเธอ พวกเขาจึงทุกข์ทรมาน อาฆาตด้วยการถูกฆ่าตายแบบผิดธรรมชาติ
สมมติว่า มนุษย์สามารถกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันได้ เธอจะรู้สึกอย่างไรเล่ามนุษย์มากมายก็จะต้องถูกฆ่าตายไปเป็นอาหาร สงครามระหว่างผู้ที่เป็นนักล่ากับผู้ที่เป็นเหยื่อที่อ่อนแอกว่า ใช่หรือไม่ ผู้ที่เป็นเหยื่อที่อ่อนแอกว่า ก็จะรู้สึกกลัวความตาย กลัวความเจ็บปวด ใช่หรือไม่
หากเธอจะแย้งเราด้วยคำสอนจากพระไตรปิฏกทางฝ่ายเถรวาท เราก็จะเตือนสติเธอก่อนดังนี้ว่าเธออย่าเอาความเป็นฆารวาสไปเปรียบเทียบกับความเป็นสมณะสงฆ์อีกเลย เพราะคำสอนพระพุทธองค์ ได้กล่าวถึงการปฏิบัติของพระสงฆ์เท่านั้น มิได้เกี่ยวกับฆารวาส เพราะพระสงฆ์ไม่สามารถใช้เงินซื้อเนื้อได้เองตามพระวินัย ส่วนพระพุทธองค์ทรงตรัสกับฆารวาสอย่างเดียวเท่านั้นว่า พึงละเว้นจากการฆ่าสัตว์ เท่านั้น แต่ทุกวันนี้ ผู้ที่ฆ่าสัตว์เสียเอง คือ ฆารวาสที่ ฆ่ามาถวายพระสงฆ์ ใช่หรือไม่
ฉะนั้น เราขอถามว่า ทุกๆคนรักหวงแหนชีวิตของตนเองใช่หรือไม่สรรพสัตว์ก็เช่นนั้น พวกเขาจึงไม่อยากตายโหง คือ ตายด้วยความอาฆาตแค้นใจ
โอม มณี ปัทเม ฮุม