In the Ming dynasty (1368-1644) when there are more than 500 years ago, indigenous music, one song. Has the lyrics, ' If you don't have money to travel, very difficult step, which reflects the importance of the money has come from the ancient times, as well as writing fiction in China that is said to eat of the tree, the money to do good deeds? Ancient money of China Can past era, including Xiamen (2140-1711? Years before Christ), and San (1711-1066. Years before Christ), then call that Hua backpack (huo bei) is a type of sea shells, remove the grooved jaw teeth are the same as the Exchange thing and when the divine hundreds of brand-new rucksack as Hua bunch and tie together a bunch of 2, it is called ' was ' (peng), which in the first age. The value of yasung is much like if Hua Backpack was 20, it will be able to purchase slaves and if there were 1 Hua was 50, horse backpacks, far East Exchange, grade 1. Chinese money back roiaditCharacteristics of shell used as barter when things so long ago ... Because the backpack thing that visitors find Hua in the Central Plains. The only area of the coastal strip, so later started having to remove pottery. Bones, jade and bronze imitating the style of working this type of shell, copper, this has become a master of the Chinese money is made from metal. In Chinese money back roiaditSilver reign within a circle with a square hole in the Middle. Diameter approx. 3.5 cm ราชวงศ์ฉินนำการหลอมเงินตรามาเป็นภารกิจของประเทศ และควบคุมอย่างเข้มงวด ซึ่งหลังจากยุคฉินแล้ว ไม่ว่าราชวงศ์ไหนก็ห้ามราษฎรหลอมเงินเอง แต่ทว่าในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา ข้อบังคับดังกล่าวก็ยังมีคนฝ่าฝืน เฉพาะในรัชสมัยของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ในราชวงศ์ฮั่น (206 ปีก่อนคริสตกาล -ค.ศ.206 )ก็ได้มีคำสั่งประหารคนที่ฝ่าฝืนกฎข้อนี้ไปหลายแสนคน ด้วยเหตุที่มีการหลอมเงินกันเอง ทำให้น้ำหนักและสีของทองแดงมีความแตกต่างกันไป ในราชวงศ์ฮั่นจึงมีการกำหนดมาตรฐานของเหรียญเงินที่ทำจากทองแดงว่า จะต้องมีน้ำหนัก 5 จู(铢) หรือราว 4 กรัมในยุคปัจจุบัน และมาตรฐานดังกล่าวก็ได้ใช้ต่อเนื่องกันมาถึง 739 ปี และเป็นมาตรฐานเงินที่ใช้ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์จีน ความเป็นเอกภาพและมีรูปแบบที่ยั่งยืนของเงินตรา ทำให้ผู้ใช้มีความมั่นใจต่อค่าของเงินเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้น ไม่เพียงเป็นเครื่องแสดงฐานะแล้ว เหรียญเงินยังเสมือนเป็นสิ่งของมงคล ดังที่ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ก็มีการนำเงินมาร้อยเป็นเครื่องรางพกติดตัว โดยเชื่อว่าจะช่วยปกป้องจากความโชคร้ายได้ เมื่อมีการใช้เงินตรากันอย่างกว้างขวาง ในสังคมก็เริ่มมีพฤติกรรมการยืมเงิน และก็เกิดเป็นธุรกิจให้กู้ยืมเงินขึ้น ดังที่มีบันทึกว่า ในเมืองฉางอันแห่งราชวงศ์ฮั่น มีแผนกปล่อยกู้เงินโดยเฉพาะ ซึ่งมีเงินหมุนเวียนเป็นจำนวนไม่น้อย ย้อนรอยอดีตเงินจีนตัวอย่างแบบพิมพ์ตั๋วเงิน ซึ่งแม่พิมพ์ที่เก่าที่สุดที่พบในขณะนี้ เป็นของราชวงศ์ชิง ในสมัยของจักรพรรดิเฉียนหลง ธุรกิจปล่อยกู้ที่ทำกันอย่างง่ายๆ เมื่อถึงช่วงกลางของราชวงศ์หมิง(ค.ศ.1368-1644)ก็ได้พัฒนาเป็นร้านแลกเงินที่เรียกว่า เฉียนพู่ (钱铺 ) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนรับฝากเงิน ปล่อยกู้และโอนเงิน โดยในช่วงแรกเป็นการจัดการโดยเอกชนรายย่อย หรือเป็นเพียงการรวมกลุ่มเล็กๆ และมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่สามารถออกเป็นตั๋วเงินที่แลกได้ในขอบข่ายที่กำหนด หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 17 เฉียนพู่ก็ขยับขึ้นมาเป็น เฉียนจวง (钱庄) ที่ใหญ่ขึ้น และมีลักษณะคล้ายกับธนาคารในยุคปัจจุบันมากขึ้นกว่าเดิม สำหรับรูปลักษณะของเหรียญเงินจีนนั้น มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอในทุกครั้งที่เปลี่ยนการปกครอง แต่ก็ไม่มากนัก ดังเช่น เหรียญเงินทรงกลมมีรูสี่เหลี่ยมตรงกลางที่ใช้กันมาตั้งแต่ราชวงศ์ฉิน รูปทรงดังกล่าวก็ยังใช้สืบเนื่องกันมาถึงกว่า 2,000 ปี
ทั้งนี้ ความหมายของเหรียญเงินสมัยฉิน มีคำอธิบายอยู่ 2 แบบ ประการแรก เกี่ยวเนื่องกับทัศนคติด้านจักรวาลของคนในสมัยนั้น คนจีนโบราณเชื่อว่าอวกาศเป็นทรงกลม และพื้นดินเป็นทรงเหลี่ยม นอกจากนั้น ยังมีคำอธิบายได้อีกว่า สี่เหลี่ยมนั้นหมายถึงเมือง ส่วนวงกลมหมายถึงบ่อน้ำ เมื่อคนในสมัยนั้นไปรวมตัวกันที่บ่อเพื่อตักน้ำ ก็เกิดเป็นการพบปะและแลกเปลี่ยน หลังจากนั้น พื้นที่บริเวณรอบๆ บ่อน้ำจึงค่อยๆ กลายเป็นเมือง คำอธิบายประการหลังนี้ มีศัพท์ที่เป็นภาษาหนังสือมาสนับสนุนคือคำว่า市井- ซื่อจิ่ง (市 เมือง井บ่อน้ำ) อันแปลว่าตลาด
ย้อนรอยอดีตเงินจีน
เมื่อวันที่ 22 เมษายนปีที่แล้ว มีการขุดพบเหรียญเงินสมัยราชวงศ์หมิงตอนปลายถึง 250 กิโลกรัม ที่เขตต้าชิ่ง นครปักกิ่ง
ในยุคราชวงศ์ซ่ง(ค.ศ.960-1279) นอกจากการใช้เงินตราที่ทำมาจากทองแดงและเงินแล้ว ในบางพื้นที่ยังมีเงินที่ทำมาจากเหล็ก ทั้งเป็นยุคเริ่มต้นของธนบัตร เนื่องจากในยุคนั้น เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมณฑลซื่อชวน(เสฉวน) ผลิตเหรียญเงินที่ทำจากเหล็ก แต่เหล็กมีน้ำหนักมากและไม่สะดวกต่อการพกพา พ่อค้าในแถบนี้จึงคิดว่าน่าจะใช้กระดาษซึ่งเบากว่ามาแลกเปลี่ยนเป็นเงินแทนเหล็ก ว่าแล้วก็เริ่มจัดพิมพ์มูลค่าลงบนกระดาษ และเรียกเงินชนิดนี้ว่า เจียวจื่อ(交子-สิ่งของแลกเปลี่ยน ) ซึ่งนี่เองคือจุดกำเนิดของธนบัตรในยุคแรกของโลก
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทุกราชวงศ์ก็เดินตามรอยราชวงศ์ซ่ง ด้วยการออกเงินในรูปแบบธนบัตร ซึ่งโดยหลักการแล้ว ในการออกธนบัตรใหม่แต่ละครั้งจะต้องมีทุนสำรองเป็นจำนวนมาก เนื่องจากหากปล่อยให้ปริมาณเงินในตลาดมีมากเกินไปก็จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ
ภาวะเงินเฟ้อ หรือค่าเงินอ่อนตัวลงไม่ใช่เริ่มเกิดขึ้นหลังจากการเกิดธนบัตร แท้ที่จริงแล้วมีบันทึกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเคยเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยชุนชิวจั้นกั๋ว โดยเฉพาะในยามศึกสงคราม แต่เมื่อถึงยามสงบ ราคาสินค้าก็ดิ่งลงมาต่ำเกินจริงอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งช่วงเวลาที่ราคาสินค้าต่ำเกินจริงนี้ นักประวัติศาสตร์เรียกกันว่า ‘ยามบ้านเมืองสงบรุ่งเรือง’ (太平盛世ไท่ผิงเซิ่งสื้อ) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือภาวะเงินฝืดนั่นเอง เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังหวาดผวากับภาวะเงินเฟ้อ จึงไม่มีการออกมาจับจ่ายใช้สอย
ย้อนรอยอดีตเงินจีน
เหรียญทองคำจากสมัยจักรพรรดิเสวียนถ่ง ราชวงศ์ชิง ที่ทุบสถิติการประมูลเหรียญเงินจีนทั้งสิ้น ด้วยราคา 1.76 ล้านหยวน
ตัวอย่างของ‘ยา
การแปล กรุณารอสักครู่..
