Snowpiercerมีโครงเรื่องมาจากหนังสือการ์ตูนฝรั่งเศส Le Transperceneigeของ ฌาคส์ล็อบ และ ฌอง-มาร์ค โรเช็ตต์สร้างโดยผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ชื่อบอง จุน โฮ เรื่องราวของ Snowpiercerเกิดขึ้นในปีคริสตศักราช 2031 หลังจากความพยายามในการหยุดวิกฤตโลกร้อนประสบความล้มเหลวทำให้โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้งและทำลายสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกเหลือแต่รถไฟหัวจักรที่ชื่อว่า "Snowpiercer"ที่ออกเดินทางรอบโลกอย่างไร้จุดหมาย โดยใช้พลังงาน "Eternal engine"ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยสภาพอากาศภายนอก
ในเรื่องนี้แสดงถึงความแตกต่างของชนชั้นทีมีความไม่เท่าเทียมโดยการใช้รถไฟเพื่อแสดงประเทศที่กำลังเดินหน้าต่อไปและโบกี้รถไฟเพื่อแสดงถึงลำดับชนชั้นต่างๆภายในสังคม โดยคนท้ายขบวนเปรียบเสมือนชนชั้นแรงงาน ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงหัวขบวนเปรียบเหมือนชนชั้นปกครอง ซึ่งชนชั้นแรงงานได้รับการกดขี่เพราะมีเนื้อที่ในการอยู่อาศัยที่จำกัดและการบริโภคอาหารที่เหลือจากชนชั้นอื่นๆ ทำให้เกิดความไม่พอใจและต้องการลุกขึ้นมาปฏิวัติเพื่อที่พวกตนจะได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นกว่าเดิม โดยหัวหน้าผู้ปฏิวัติได้รับแรงผลักดันจากข้อความที่ตนเองได้รับและ ชายชราตนเองนับถือแต่บุคคลนั้นได้ร่วมมือกับชนชั้นปกครองในหัวขบวนเพื่อจะทำการลดจำนวนประชากรของผู้คนในรถไฟเพราะ ในรถไฟนี้เป็นระบบนิเวศแบบปิดทำให้ต้องควบคุมทรัพยากรที่มีอยู่ให้เพียงพอต่อผู้คนในรถไฟนี้ โดยชายชราได้เป็นคนเกลี้ยกล่อมให้หัวหน้าคณะปฏิวัติได้เริ่มทำการต่อต้าน โดยได้ทำมาถึง 2 ครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้ไม่เป็นไปตามที่คาดหมายเพราะ ได้มีการลุกต่อสู้ของประชากรที่มากและไปได้ไกลกว่าเดิมทำให้หัวหน้าผู้ปฏิวัติสามารถเห็นความแตกต่างของการอยู่อาศัยของบุคคลในโบกี้รถไฟต่างๆ ในชนชั้นการศึกษาได้มีการปลูกฝังความคิดของการนับถือศาสนาโดยให้ยึดถือผู้สร้างรถไฟเพื่อเป็นตัวยึดเหนี่ยวจิตและ ได้มีการบอกว่าผู้ที่ปฏิวัติรุ่นก่อนมีนั้นความผิดร้ายแรงจนโดนประนาม ชนชั้นชั้นกลางในรถไฟสามารถเสพความสุขได้เต็มที่ในการเสพยาและของมึนเมา ชนชั้นปกครองสามารถได้ทุกอย่างที่ควรจะได้เมื่อตนเองต้องการ ทำให้หัวหน้าผู้ปฏิวัติเกิดความรู้สึกที่ไม่เท่าเทียมของชนชั้น ในแง่ของความจริง ชนชั้นล่างได้เห็นถึงความสุขสบายของชนชั้นกลางและชนชั้นปกครองทำให้ต้องการเรียกร้องความเท่าเทียมเพื่อที่จะไดอยู่อย่างสุขสบายมากขึ้น จนได้ไปถึงจุดสูงสุดของขบวนรถไฟและได้คุยกับผู้ปกครองรถไฟ ซึ่งเป็นคนส่งข้อความไปให้เพราะอยากให้หัวหน้าผู้ปฏิวัติรับตำแหน่งแทนตนทำให้เกิดความสับสนในตัวเองของหัวหน้าผู้ปฏิวัติว่าจะต้องการนำขบวนรถไฟไปต่อหรือจะออกไปนอกรถไฟที่ผู้ร่วมทางของตนได้สังเกตความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกมาตั้งแต่เดินทางมายังหัวขบวนรถไฟ
เรื่องนี้ได้สะท้อนถึงปัญหาหลายๆอย่างในโลกปัจจุบันของเรา ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ การเหยียดสีผิดที่สะท้อนมาว่าคนผิวสีจะกลายเป็นชนชั้นแรงงาน คนผิวขาวคือชนชั้นปกครอง ความต้องการที่จะได้มาทุกอย่างของมนุษย์โดยไม่สนใจถึงความเสียหาย ความไม่เท่าเทียมกันของชนชั้นและการกดขี่กันทางสังคมทำให้ชนชั้นล่างต้องออกมาเรียกร้องความเท่าเทียมกัน แต่ความเท่าเทียมนั้นก็ไม่สามารถให้ได้เท่าเทียมกันได้หมดเพราะในสังคมนั้นไม่มีความเท่าเทียมกันอยู่จริงสามารถให้แค่ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาเท่านั้น ความเชื่อต่างๆที่ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็กก็เป็นอีกการกระทำที่สังคมในหลายๆประเทศได้ทำเพราะต้องการปลูกฝังค่านิยมที่ต้องการให้เด็กที่โตมานั้นมีความคิดอนุรักษ์ประเทศ และการใช้อำนาจที่มากเกิดไปของชนชั้นปกครองนั้นอาจทำให้เกิดความไม่พอใจในหลายๆชนชั้นจึงต้องมีการกำหนดกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกำหนดในการอยู่ร่วมกัน