ญาณทัศนะของพุทธะแบบเซน

ญาณทัศนะของพุทธะแบบเซน " ตอนที่ 2 ก

ญาณทัศนะของพุทธะแบบเซน " ตอนที่ 2

กล่าวสำหรับการพลิกจิตสู่พุทธภาวะ หรือสู่การตรัสรู้นั้น เป็นวิถีแห่ง “ปัญญาวิมุติ” ที่แปลว่าหลุดพ้นด้วยอำนาจปัญญา อันเป็นหลักธรรมสำคัญของนิกายเซน ที่เน้นการปฏิบัติทางสติปัญญาเป็นสำคัญ ส่วนการทำสมาธิและการรักษาศีลนั้น นิกายเซนมิได้ให้ความสำคัญ เพราะเห็นว่าเมื่อมีสติปัญญา หรือปรีชาญาณรู้แจ้งว่า ขันธ์ ๕ คือร่างกายและจิตใจ ล้วนเป็นของว่างเปล่าและเป็นสิ่งมายามาแต่ต้น

ดังนั้นนิกายเซนถือว่าการเขย่าธาตุรู้ที่มิอยู่ในตัวตน ที่ปราศจากตัวตน ให้ผุดขึ้นมาเห็นแจ้งว่าพุทธภาวะนั้นมีอยู่อย่างพร้อมมูลแล้วในสรรพสัตว์ ซึ่งสิ่งสว่างแจ่มจ้าในตัวเองนี้ไม่ต้องไขว่คว้า หรือใช้เงินซื้อหาแต่ประการใด อีกทั้งยังไม่ขึ้นอยู่กับคำพูด และไม่ขึ้นอยู่กับพระไตรปิฎก เป็นการเผยแพร่พระธรรมคำสอนด้วยวิธี ที่เรียกว่า “จากใจหนึ่ง สู่ใจหนึ่ง” เท่านั้น

กระทั่ง บังเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และเกิดความรู้แจ้งอย่างฉับพลันในสภาวะธรรมตามเป็นจริง ซึ่งเป็นสภาวะที่ทุกคนรู้ได้เฉพาะตน โดยไม่ต้องใช้ความคิดปรุงแต่ง คาดคะเนหรือไตร่ตรอง ที่ภาษาจิตวิทยาสมัยใหม่เรียกว่า “จิตไร้สำนึก” ซึ่งตรงกันข้ามกับ “จิตสำนึก” และ “จิตใต้สำนึก”

ดังอุปมาที่ว่า “ความแจ่มจ้าของดวงจิต จะลุกโพลงสว่างขึ้นต่อปัญหาชีวิตทั้งปวง บรรดาอารมณ์ หรือความคิดปรุงแต่ง ทั้งหยาบและละเอียด ทั้งดีและชั่ว ทั้งสุขและทุกข์ ก็จะสงบลง จิตก็จะว่างเปล่าปราศจากความคิดปรุงแต่ง และเมื่อสามารถค้นพบ หรือสามารถเห็นแจ้งพุทธภาวะ ในขันธ์ ๕ (สมมติ) แล้ว ก็หมายความว่าการตรัสรู้หรือการบรรลุนิพพาน ก็ปรากฏเบื้องหน้าอย่างฉับพลัน”

อย่างไรก็ตามทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นคำบอกเล่าที่ใช้ภาษา หรือตัวหนังสืออธิบาย ซึ่งยากที่จะให้ผู้อ่านเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง และนำคำบอกเล่านี้ไปปฏิบัติให้บังเกิดผล นั่นเป็นเพราะไม่มีวิธีอื่นใดที่จะนำไปสู่การตรัสรู้ หรือการบรรลุธรรมสู่ความหลุดพ้นจากตัวตน มีประการเดียวคือ ต้องอาศัยการรู้แจ้งด้วยตนเอง ที่เรียกกันว่า “ปัจจัตตัง” จึงจะรู้ได้

ประดุจดั่งคนดื่มน้ำ รสชาติเป็นเช่นไร ร้อนหรือเย็นย่อมรู้ได้เอง เมื่อผู้นั้นรู้รสแห่งการตรัสรู้แล้ว เขาผู้นั้นจะไม่สามารถที่จะเขียน หรือพูดถึงรสชาติแห่งพุทธภาวะว่าเป็นเช่นไร เช่นเดียวกับมิอาจบอกได้ว่าน้ำที่ดื่มมีรสชาติเช่นไร ผู้ใดต้องการรู้รสต้องดื่มน้ำนั้นเอง เช่นเดียวกับการตรัสรู้หรือการบรรลุพุทธภาวะ ก็มิอาจอธิบายให้คนอื่นรู้ว่าเขาได้บรรลุอะไร และผลของการบรรลุเป็นเช่นไร

ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวว่า เป็นภาวะที่พ้นจากคำพูด เฉพาะอย่างยิ่งต้องตัดขาดซึ่งความรู้สึกนึกคิดไตร่ตรอง

สรุปว่า พุทธศาสนานิกายเซนไม่นิยมสอนหรืออธิบาย หรือแนะนำให้ปฏิบัติด้วยคำพูดและตัวหนังสือ เนื่องเพราะทั้งตัวหนังสือและคำพูดมิอาจที่จะอธิบายภาวะแห่งพุทธะ หรืออธิบายสัจจะภาวะหรือความเป็นจริงทางปรมัตถ์ กระทำได้แต่เพียงอุปมาอุปไมยหรือเปรียบเทียบ

แต่วิธีที่ดีที่สุดและได้ผลที่สุดในการอบรมสั่งสอน ที่เรียกว่าการถ่ายทอดธรรมจากคนหนึ่งสู่คนหนึ่ง หรือจากจิตสู่จิตนั้น มิอาจหลีกเลี่ยงการหยุดคำพูด หยุดอธิบาย หยุดคำสอนอย่างสิ้นเชิง ตามหลักธรรมที่ว่า “ของจริงนิ่งจริงเป็นใบ้ ที่พูดได้นั้นไม่จริง”

พุทธศาสนานิกายเซนมีหลักธรรมคำสอน หรือพระสูตร หรือคัมภีร์ ที่สำคัญเพียงสั้นๆ หรือมีพระสูตรเพียง ๒-๓ พระสูตร เช่น ปรัชญาปารมิตาหฤทยสูตร วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร เป็นต้น

ซึ่งพระสูตรดังกล่าวนี้ล้วนกล่าวถึงสรรพสิ่ง ว่าเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า โดยเฉพาะร่างกายและจิตใจมีคุณสมบัติว่างเปล่าโดยพื้นฐาน

กล่าวสำหรับวิถีปฏิบัติแนวเซนนั้น มิอาจจะระบุหรือกำหนดกฎเกณฑ์ว่า ต้องปฏิบัติอย่างไร แบบใด เนื่องเพราะพุทธศาสนานิกายเซนแตกต่างจากเถรวาทดังกล่าวแล้วว่า นิกายเซนไม่ยอมรับการมีตัวตน มีแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น จึงไม่มีผู้รับผลของกรรมหรือผลของการกระทำใดๆ การปฏิบัติใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งสมาธิเพื่อให้จิตสงบ หรือการเดินจงกรม หรือดูจิตดูใจของตนเอง หรือดูอาการเคลื่อนไหวของกายในทุกอิริยบท จึงไม่บังเกิดผลใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ปฏิบัติจึงไม่อาจจะสำเร็จหรือบรรลุธรรมะใดๆ เฉพาะอย่างยิ่งมิอาจจะก้าวพ้นทุกข์ได้ ด้วยการปฏิบัติด้วยมรรควิธีใดๆ ทั้งสิ้น

เหนืออื่นใดเซนเห็นว่า ที่ไม่ต้องปฏิบัติธรรมนั้น เนื่องเพราะสรรพสัตว์ล้วนมีพุทธภาวะ หรือธรรมะอยู่พร้อมมูลแล้ว เพียงแต่บอกหรือแนะนำให้มนุษย์ทุกคนเข้าใจและยอมรับว่า พุทธภาวะหรือพุทธะหรือธรรมะนั้น คนทุกคนหรือมนุษย์ทุกเชื้อชาติทุกชนชั้น ล้วนแต่มีอยู่เป็นอยู่เสมอกัน

ที่สำคัญยิ่งก็คือมนุษย์ทุกคนล้วนปฏิบัติตนแนวเซน หรือแบบเดียวกับเซนอยู่แล้ว ไม่ต้องปฏิบัติธรรมด้วยวิธีหนึ่งใดอีก นั่นเป็นเพราะเพียงแต่มองเห็นหรือรู้แจ้งแทงตลอดว่า สรรพสิ่งประกอบขึ้นด้วยความว่างเปล่า มิได้มีสิ่งใดดำรงอยู่เลย ซึ่งความว่างเปล่าหรือความไม่มีไม่เป็น นี่แหละคือ “พุทธภาวะ” หรือ “พุทธะ” หรือ “ธรรมะ” ที่ชาวพุทธทุกคน ปรารถนาจะมี จะเป็น หรือมุ่งแสวงหา

อ.นิโรธ จิตวิสุทธิ์
0/5000
จาก: -
เป็น: -
ผลลัพธ์ (จีนดั้งเดิม) 1: [สำเนา]
คัดลอก!
ญาณทัศนะของพุทธะแบบเซน " ตอนที่ 2

กล่าวสำหรับการพลิกจิตสู่พุทธภาวะ หรือสู่การตรัสรู้นั้น เป็นวิถีแห่ง “ปัญญาวิมุติ” ที่แปลว่าหลุดพ้นด้วยอำนาจปัญญา อันเป็นหลักธรรมสำคัญของนิกายเซน ที่เน้นการปฏิบัติทางสติปัญญาเป็นสำคัญ ส่วนการทำสมาธิและการรักษาศีลนั้น นิกายเซนมิได้ให้ความสำคัญ เพราะเห็นว่าเมื่อมีสติปัญญา หรือปรีชาญาณรู้แจ้งว่า ขันธ์ ๕ คือร่างกายและจิตใจ ล้วนเป็นของว่างเปล่าและเป็นสิ่งมายามาแต่ต้น

ดังนั้นนิกายเซนถือว่าการเขย่าธาตุรู้ที่มิอยู่ในตัวตน ที่ปราศจากตัวตน ให้ผุดขึ้นมาเห็นแจ้งว่าพุทธภาวะนั้นมีอยู่อย่างพร้อมมูลแล้วในสรรพสัตว์ ซึ่งสิ่งสว่างแจ่มจ้าในตัวเองนี้ไม่ต้องไขว่คว้า หรือใช้เงินซื้อหาแต่ประการใด อีกทั้งยังไม่ขึ้นอยู่กับคำพูด และไม่ขึ้นอยู่กับพระไตรปิฎก เป็นการเผยแพร่พระธรรมคำสอนด้วยวิธี ที่เรียกว่า “จากใจหนึ่ง สู่ใจหนึ่ง” เท่านั้น

กระทั่ง บังเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และเกิดความรู้แจ้งอย่างฉับพลันในสภาวะธรรมตามเป็นจริง ซึ่งเป็นสภาวะที่ทุกคนรู้ได้เฉพาะตน โดยไม่ต้องใช้ความคิดปรุงแต่ง คาดคะเนหรือไตร่ตรอง ที่ภาษาจิตวิทยาสมัยใหม่เรียกว่า “จิตไร้สำนึก” ซึ่งตรงกันข้ามกับ “จิตสำนึก” และ “จิตใต้สำนึก”

ดังอุปมาที่ว่า “ความแจ่มจ้าของดวงจิต จะลุกโพลงสว่างขึ้นต่อปัญหาชีวิตทั้งปวง บรรดาอารมณ์ หรือความคิดปรุงแต่ง ทั้งหยาบและละเอียด ทั้งดีและชั่ว ทั้งสุขและทุกข์ ก็จะสงบลง จิตก็จะว่างเปล่าปราศจากความคิดปรุงแต่ง และเมื่อสามารถค้นพบ หรือสามารถเห็นแจ้งพุทธภาวะ ในขันธ์ ๕ (สมมติ) แล้ว ก็หมายความว่าการตรัสรู้หรือการบรรลุนิพพาน ก็ปรากฏเบื้องหน้าอย่างฉับพลัน”

อย่างไรก็ตามทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นคำบอกเล่าที่ใช้ภาษา หรือตัวหนังสืออธิบาย ซึ่งยากที่จะให้ผู้อ่านเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง และนำคำบอกเล่านี้ไปปฏิบัติให้บังเกิดผล นั่นเป็นเพราะไม่มีวิธีอื่นใดที่จะนำไปสู่การตรัสรู้ หรือการบรรลุธรรมสู่ความหลุดพ้นจากตัวตน มีประการเดียวคือ ต้องอาศัยการรู้แจ้งด้วยตนเอง ที่เรียกกันว่า “ปัจจัตตัง” จึงจะรู้ได้

ประดุจดั่งคนดื่มน้ำ รสชาติเป็นเช่นไร ร้อนหรือเย็นย่อมรู้ได้เอง เมื่อผู้นั้นรู้รสแห่งการตรัสรู้แล้ว เขาผู้นั้นจะไม่สามารถที่จะเขียน หรือพูดถึงรสชาติแห่งพุทธภาวะว่าเป็นเช่นไร เช่นเดียวกับมิอาจบอกได้ว่าน้ำที่ดื่มมีรสชาติเช่นไร ผู้ใดต้องการรู้รสต้องดื่มน้ำนั้นเอง เช่นเดียวกับการตรัสรู้หรือการบรรลุพุทธภาวะ ก็มิอาจอธิบายให้คนอื่นรู้ว่าเขาได้บรรลุอะไร และผลของการบรรลุเป็นเช่นไร

ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวว่า เป็นภาวะที่พ้นจากคำพูด เฉพาะอย่างยิ่งต้องตัดขาดซึ่งความรู้สึกนึกคิดไตร่ตรอง

สรุปว่า พุทธศาสนานิกายเซนไม่นิยมสอนหรืออธิบาย หรือแนะนำให้ปฏิบัติด้วยคำพูดและตัวหนังสือ เนื่องเพราะทั้งตัวหนังสือและคำพูดมิอาจที่จะอธิบายภาวะแห่งพุทธะ หรืออธิบายสัจจะภาวะหรือความเป็นจริงทางปรมัตถ์ กระทำได้แต่เพียงอุปมาอุปไมยหรือเปรียบเทียบ

แต่วิธีที่ดีที่สุดและได้ผลที่สุดในการอบรมสั่งสอน ที่เรียกว่าการถ่ายทอดธรรมจากคนหนึ่งสู่คนหนึ่ง หรือจากจิตสู่จิตนั้น มิอาจหลีกเลี่ยงการหยุดคำพูด หยุดอธิบาย หยุดคำสอนอย่างสิ้นเชิง ตามหลักธรรมที่ว่า “ของจริงนิ่งจริงเป็นใบ้ ที่พูดได้นั้นไม่จริง”

พุทธศาสนานิกายเซนมีหลักธรรมคำสอน หรือพระสูตร หรือคัมภีร์ ที่สำคัญเพียงสั้นๆ หรือมีพระสูตรเพียง ๒-๓ พระสูตร เช่น ปรัชญาปารมิตาหฤทยสูตร วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร เป็นต้น

ซึ่งพระสูตรดังกล่าวนี้ล้วนกล่าวถึงสรรพสิ่ง ว่าเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า โดยเฉพาะร่างกายและจิตใจมีคุณสมบัติว่างเปล่าโดยพื้นฐาน

กล่าวสำหรับวิถีปฏิบัติแนวเซนนั้น มิอาจจะระบุหรือกำหนดกฎเกณฑ์ว่า ต้องปฏิบัติอย่างไร แบบใด เนื่องเพราะพุทธศาสนานิกายเซนแตกต่างจากเถรวาทดังกล่าวแล้วว่า นิกายเซนไม่ยอมรับการมีตัวตน มีแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น จึงไม่มีผู้รับผลของกรรมหรือผลของการกระทำใดๆ การปฏิบัติใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งสมาธิเพื่อให้จิตสงบ หรือการเดินจงกรม หรือดูจิตดูใจของตนเอง หรือดูอาการเคลื่อนไหวของกายในทุกอิริยบท จึงไม่บังเกิดผลใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ปฏิบัติจึงไม่อาจจะสำเร็จหรือบรรลุธรรมะใดๆ เฉพาะอย่างยิ่งมิอาจจะก้าวพ้นทุกข์ได้ ด้วยการปฏิบัติด้วยมรรควิธีใดๆ ทั้งสิ้น

เหนืออื่นใดเซนเห็นว่า ที่ไม่ต้องปฏิบัติธรรมนั้น เนื่องเพราะสรรพสัตว์ล้วนมีพุทธภาวะ หรือธรรมะอยู่พร้อมมูลแล้ว เพียงแต่บอกหรือแนะนำให้มนุษย์ทุกคนเข้าใจและยอมรับว่า พุทธภาวะหรือพุทธะหรือธรรมะนั้น คนทุกคนหรือมนุษย์ทุกเชื้อชาติทุกชนชั้น ล้วนแต่มีอยู่เป็นอยู่เสมอกัน

ที่สำคัญยิ่งก็คือมนุษย์ทุกคนล้วนปฏิบัติตนแนวเซน หรือแบบเดียวกับเซนอยู่แล้ว ไม่ต้องปฏิบัติธรรมด้วยวิธีหนึ่งใดอีก นั่นเป็นเพราะเพียงแต่มองเห็นหรือรู้แจ้งแทงตลอดว่า สรรพสิ่งประกอบขึ้นด้วยความว่างเปล่า มิได้มีสิ่งใดดำรงอยู่เลย ซึ่งความว่างเปล่าหรือความไม่มีไม่เป็น นี่แหละคือ “พุทธภาวะ” หรือ “พุทธะ” หรือ “ธรรมะ” ที่ชาวพุทธทุกคน ปรารถนาจะมี จะเป็น หรือมุ่งแสวงหา

อ.นิโรธ จิตวิสุทธิ์
การแปล กรุณารอสักครู่..
ผลลัพธ์ (จีนดั้งเดิม) 2:[สำเนา]
คัดลอก!
ญาณทัศนะของพุทธะแบบเซน " ตอนที่ 2

กล่าวสำหรับการพลิกจิตสู่พุทธภาวะ หรือสู่การตรัสรู้นั้น เป็นวิถีแห่ง “ปัญญาวิมุติ” ที่แปลว่าหลุดพ้นด้วยอำนาจปัญญา อันเป็นหลักธรรมสำคัญของนิกายเซน ที่เน้นการปฏิบัติทางสติปัญญาเป็นสำคัญ ส่วนการทำสมาธิและการรักษาศีลนั้น นิกายเซนมิได้ให้ความสำคัญ เพราะเห็นว่าเมื่อมีสติปัญญา หรือปรีชาญาณรู้แจ้งว่า ขันธ์ ๕ คือร่างกายและจิตใจ ล้วนเป็นของว่างเปล่าและเป็นสิ่งมายามาแต่ต้น

ดังนั้นนิกายเซนถือว่าการเขย่าธาตุรู้ที่มิอยู่ในตัวตน ที่ปราศจากตัวตน ให้ผุดขึ้นมาเห็นแจ้งว่าพุทธภาวะนั้นมีอยู่อย่างพร้อมมูลแล้วในสรรพสัตว์ ซึ่งสิ่งสว่างแจ่มจ้าในตัวเองนี้ไม่ต้องไขว่คว้า หรือใช้เงินซื้อหาแต่ประการใด อีกทั้งยังไม่ขึ้นอยู่กับคำพูด และไม่ขึ้นอยู่กับพระไตรปิฎก เป็นการเผยแพร่พระธรรมคำสอนด้วยวิธี ที่เรียกว่า “จากใจหนึ่ง สู่ใจหนึ่ง” เท่านั้น

กระทั่ง บังเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และเกิดความรู้แจ้งอย่างฉับพลันในสภาวะธรรมตามเป็นจริง ซึ่งเป็นสภาวะที่ทุกคนรู้ได้เฉพาะตน โดยไม่ต้องใช้ความคิดปรุงแต่ง คาดคะเนหรือไตร่ตรอง ที่ภาษาจิตวิทยาสมัยใหม่เรียกว่า “จิตไร้สำนึก” ซึ่งตรงกันข้ามกับ “จิตสำนึก” และ “จิตใต้สำนึก”

ดังอุปมาที่ว่า “ความแจ่มจ้าของดวงจิต จะลุกโพลงสว่างขึ้นต่อปัญหาชีวิตทั้งปวง บรรดาอารมณ์ หรือความคิดปรุงแต่ง ทั้งหยาบและละเอียด ทั้งดีและชั่ว ทั้งสุขและทุกข์ ก็จะสงบลง จิตก็จะว่างเปล่าปราศจากความคิดปรุงแต่ง และเมื่อสามารถค้นพบ หรือสามารถเห็นแจ้งพุทธภาวะ ในขันธ์ ๕ (สมมติ) แล้ว ก็หมายความว่าการตรัสรู้หรือการบรรลุนิพพาน ก็ปรากฏเบื้องหน้าอย่างฉับพลัน”

อย่างไรก็ตามทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นคำบอกเล่าที่ใช้ภาษา หรือตัวหนังสืออธิบาย ซึ่งยากที่จะให้ผู้อ่านเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง และนำคำบอกเล่านี้ไปปฏิบัติให้บังเกิดผล นั่นเป็นเพราะไม่มีวิธีอื่นใดที่จะนำไปสู่การตรัสรู้ หรือการบรรลุธรรมสู่ความหลุดพ้นจากตัวตน มีประการเดียวคือ ต้องอาศัยการรู้แจ้งด้วยตนเอง ที่เรียกกันว่า “ปัจจัตตัง” จึงจะรู้ได้

ประดุจดั่งคนดื่มน้ำ รสชาติเป็นเช่นไร ร้อนหรือเย็นย่อมรู้ได้เอง เมื่อผู้นั้นรู้รสแห่งการตรัสรู้แล้ว เขาผู้นั้นจะไม่สามารถที่จะเขียน หรือพูดถึงรสชาติแห่งพุทธภาวะว่าเป็นเช่นไร เช่นเดียวกับมิอาจบอกได้ว่าน้ำที่ดื่มมีรสชาติเช่นไร ผู้ใดต้องการรู้รสต้องดื่มน้ำนั้นเอง เช่นเดียวกับการตรัสรู้หรือการบรรลุพุทธภาวะ ก็มิอาจอธิบายให้คนอื่นรู้ว่าเขาได้บรรลุอะไร และผลของการบรรลุเป็นเช่นไร

ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวว่า เป็นภาวะที่พ้นจากคำพูด เฉพาะอย่างยิ่งต้องตัดขาดซึ่งความรู้สึกนึกคิดไตร่ตรอง

สรุปว่า พุทธศาสนานิกายเซนไม่นิยมสอนหรืออธิบาย หรือแนะนำให้ปฏิบัติด้วยคำพูดและตัวหนังสือ เนื่องเพราะทั้งตัวหนังสือและคำพูดมิอาจที่จะอธิบายภาวะแห่งพุทธะ หรืออธิบายสัจจะภาวะหรือความเป็นจริงทางปรมัตถ์ กระทำได้แต่เพียงอุปมาอุปไมยหรือเปรียบเทียบ

แต่วิธีที่ดีที่สุดและได้ผลที่สุดในการอบรมสั่งสอน ที่เรียกว่าการถ่ายทอดธรรมจากคนหนึ่งสู่คนหนึ่ง หรือจากจิตสู่จิตนั้น มิอาจหลีกเลี่ยงการหยุดคำพูด หยุดอธิบาย หยุดคำสอนอย่างสิ้นเชิง ตามหลักธรรมที่ว่า “ของจริงนิ่งจริงเป็นใบ้ ที่พูดได้นั้นไม่จริง”

พุทธศาสนานิกายเซนมีหลักธรรมคำสอน หรือพระสูตร หรือคัมภีร์ ที่สำคัญเพียงสั้นๆ หรือมีพระสูตรเพียง ๒-๓ พระสูตร เช่น ปรัชญาปารมิตาหฤทยสูตร วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร เป็นต้น

ซึ่งพระสูตรดังกล่าวนี้ล้วนกล่าวถึงสรรพสิ่ง ว่าเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า โดยเฉพาะร่างกายและจิตใจมีคุณสมบัติว่างเปล่าโดยพื้นฐาน

กล่าวสำหรับวิถีปฏิบัติแนวเซนนั้น มิอาจจะระบุหรือกำหนดกฎเกณฑ์ว่า ต้องปฏิบัติอย่างไร แบบใด เนื่องเพราะพุทธศาสนานิกายเซนแตกต่างจากเถรวาทดังกล่าวแล้วว่า นิกายเซนไม่ยอมรับการมีตัวตน มีแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น จึงไม่มีผู้รับผลของกรรมหรือผลของการกระทำใดๆ การปฏิบัติใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งสมาธิเพื่อให้จิตสงบ หรือการเดินจงกรม หรือดูจิตดูใจของตนเอง หรือดูอาการเคลื่อนไหวของกายในทุกอิริยบท จึงไม่บังเกิดผลใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ปฏิบัติจึงไม่อาจจะสำเร็จหรือบรรลุธรรมะใดๆ เฉพาะอย่างยิ่งมิอาจจะก้าวพ้นทุกข์ได้ ด้วยการปฏิบัติด้วยมรรควิธีใดๆ ทั้งสิ้น

เหนืออื่นใดเซนเห็นว่า ที่ไม่ต้องปฏิบัติธรรมนั้น เนื่องเพราะสรรพสัตว์ล้วนมีพุทธภาวะ หรือธรรมะอยู่พร้อมมูลแล้ว เพียงแต่บอกหรือแนะนำให้มนุษย์ทุกคนเข้าใจและยอมรับว่า พุทธภาวะหรือพุทธะหรือธรรมะนั้น คนทุกคนหรือมนุษย์ทุกเชื้อชาติทุกชนชั้น ล้วนแต่มีอยู่เป็นอยู่เสมอกัน

ที่สำคัญยิ่งก็คือมนุษย์ทุกคนล้วนปฏิบัติตนแนวเซน หรือแบบเดียวกับเซนอยู่แล้ว ไม่ต้องปฏิบัติธรรมด้วยวิธีหนึ่งใดอีก นั่นเป็นเพราะเพียงแต่มองเห็นหรือรู้แจ้งแทงตลอดว่า สรรพสิ่งประกอบขึ้นด้วยความว่างเปล่า มิได้มีสิ่งใดดำรงอยู่เลย ซึ่งความว่างเปล่าหรือความไม่มีไม่เป็น นี่แหละคือ “พุทธภาวะ” หรือ “พุทธะ” หรือ “ธรรมะ” ที่ชาวพุทธทุกคน ปรารถนาจะมี จะเป็น หรือมุ่งแสวงหา

อ.นิโรธ จิตวิสุทธิ์
การแปล กรุณารอสักครู่..
ผลลัพธ์ (จีนดั้งเดิม) 3:[สำเนา]
คัดลอก!
佛教,禪宗,第2部分

精神透視他說為了情況能轉動您的頭腦对菩薩或到喚醒, 「知識產權」方式意味著他的與禪宗主要努力的當局的智力擁護者的旅途強調智慧實踐。禪宗不是重要的,因為我看見,當您知道時有許多另外理論智慧或道德代碼5是您的身體,并且頭腦是全部空的和神話,但是它是
起點
所以,禪宗,我知道地球震動了,它在他們自己,不用他們自己,過來看條件菩薩動物非常甜和有很多,什麼在他們自己明亮進來沒有要求利用。它也不取決於詞,并且不依賴於委員會是展開的發表的教條用從心臟的一个稱「仅心臟」
的方法。
產生洞察并且認識狀態的方式符合突然,并且實際上,是大家由他們自己的投射仅知道沒有要求使用煮熟的想法或考慮的情況「不自覺」與「了悟對比」和「『s直覺」。

作為隱喻, 「住宿明亮的光燒所有情感生活對問題或想法烹調了粗糙,并且美好和善惡、幸福和哀痛,它將鎮靜下來。并且,當您能發現時或通知在佛教道德代碼5 (假設)能看,然後它意味著充分喚醒或者無條件,看起來」。
然後突然在前面。
然而,所有那。這是所有小道消息或者可以是難描述書的使用語言,讀者是十分地瞭解這傳統和實踐,并且申請。或者,達到菩薩的教學,他從唯一釋放必須依靠自叫「察覺的」,以便它「將知道。

人們喜歡是可比較的喝像熱的水口味或冷,當我知道時它是喚醒的味道,然後他或她不會能與正確地是菩薩的口味寫或講話什麼希望認識您的口味喝水的任何人,以及喚醒或者經濟,它可能不達到菩薩解釋對其他知道他什么都沒有和取得達到任何的結果
據說
因而它是在将只被切除的情況,非常知覺反射

外面總結,禪宗佛教,不是非常普遍的教學也不說明也不推薦遵照您的詞,并且交付的書書和詞不可以解釋也沒有描述菩薩情況或的真相是真實的,和

但是最佳的方式和最好在訓練教叫的廣播從菩薩的教學,其中一人民從怎麼回事頭腦的頭腦,可能不避免詞中止解釋的中止中止教條完全在努力的,这不是真實的」。

禪宗佛教, Dhamma教學或慣例或者聖經是唯一的主要食譜或一短2-3食譜例如哲學,溫泉、溫泉哲學หฤท憂慮、食譜、食譜等等

這個慣例說是空的所有事的國王,特別物理和精神特點是基本上空的

走前述的道路,它不可以被辨認或他們需要做它不接受禪宗的那,任何意外收穫交付禪宗佛教,與Theravada佛教徒不同,并且那有它自己。它不是接收者的結果或者任何行動的結果,它是否是看的坐下來使您的頭腦鎮靜或走的凝思或看您的頭腦對他們自己的頭腦或物理行動的症狀在所有意大利語的,因此本章不起作用。實踐,因此不是可能達到成功或所有特殊哲學,也許是非常怏怏不樂對於步出於遵照任何如此方法

首先,他看見它不是一定歸結於所有動物的慣例,所有與菩薩或達摩是否是甜的和說或者建議所有人能瞭解和同意Dhamma的菩薩或佛教發展?有一被提煉的
一起總是。
越重要的是他們是全部人類行為,或者一對一和不必須實踐用是,因為再可看見或的方法什麼所有事組成空白。哪個是空的或沒有,沒有是「佛教徒」或「佛教徒」或「哲學」佛教徒大家希望有在尋找或
的一個焦點的情況
應用。นิโรธ提及了頭腦
การแปล กรุณารอสักครู่..
 
ภาษาอื่น ๆ
การสนับสนุนเครื่องมือแปลภาษา: กรีก, กันนาดา, กาลิเชียน, คลิงออน, คอร์สิกา, คาซัค, คาตาลัน, คินยารวันดา, คีร์กิซ, คุชราต, จอร์เจีย, จีน, จีนดั้งเดิม, ชวา, ชิเชวา, ซามัว, ซีบัวโน, ซุนดา, ซูลู, ญี่ปุ่น, ดัตช์, ตรวจหาภาษา, ตุรกี, ทมิฬ, ทาจิก, ทาทาร์, นอร์เวย์, บอสเนีย, บัลแกเรีย, บาสก์, ปัญจาป, ฝรั่งเศส, พาชตู, ฟริเชียน, ฟินแลนด์, ฟิลิปปินส์, ภาษาอินโดนีเซี, มองโกเลีย, มัลทีส, มาซีโดเนีย, มาราฐี, มาลากาซี, มาลายาลัม, มาเลย์, ม้ง, ยิดดิช, ยูเครน, รัสเซีย, ละติน, ลักเซมเบิร์ก, ลัตเวีย, ลาว, ลิทัวเนีย, สวาฮิลี, สวีเดน, สิงหล, สินธี, สเปน, สโลวัก, สโลวีเนีย, อังกฤษ, อัมฮาริก, อาร์เซอร์ไบจัน, อาร์เมเนีย, อาหรับ, อิกโบ, อิตาลี, อุยกูร์, อุสเบกิสถาน, อูรดู, ฮังการี, ฮัวซา, ฮาวาย, ฮินดี, ฮีบรู, เกลิกสกอต, เกาหลี, เขมร, เคิร์ด, เช็ก, เซอร์เบียน, เซโซโท, เดนมาร์ก, เตลูกู, เติร์กเมน, เนปาล, เบงกอล, เบลารุส, เปอร์เซีย, เมารี, เมียนมา (พม่า), เยอรมัน, เวลส์, เวียดนาม, เอสเปอแรนโต, เอสโทเนีย, เฮติครีโอล, แอฟริกา, แอลเบเนีย, โคซา, โครเอเชีย, โชนา, โซมาลี, โปรตุเกส, โปแลนด์, โยรูบา, โรมาเนีย, โอเดีย (โอริยา), ไทย, ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, การแปลภาษา.

Copyright ©2026 I Love Translation. All reserved.

E-mail: