อันสรรพสิ่งบนโลกจะมีความหมายหรือไม่มีความหมาย ล้วนเกิดจากการที่จิตไปรู้สึกว่ามีหรือไม่มี แล้วสมมติสิ่งที่รู้สึกว่ามีและไม่มีขึ้นว่าเป็นอะไร มีค่ามีราคาหรือไม่มีค่าไม่มีราคา เป็นของจริงหรือของปลอม
เมื่อเกิดความรู้สึกนึกคิดว่ามีว่าเป็นก็เข้าไปยึดสิ่งนั้น การที่จิตยึดสิ่งต่างๆ ก็เพราะความหลงหรือเพราะความไม่รู้หรือรู้ผิด ดังนั้น เมื่อใดที่จิตไม่เข้าไปยึดในสิ่งใด ก็จะไม่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเกิดมีไ...ด้มีเสียต่อสิ่งนั้น ประดุจดั่งเมื่อเรานอนหลับแล้วจิตเกิดการปรุงแต่งขึ้นขณะที่กำลังหลับ ด้วยการฝันเห็นถึงเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน แม้เกิดความฝันถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่เคยจดจำมาหรือเคยคิดนึกมาก่อนก็ตาม
ทันทีที่ตื่นจากความฝันเรื่องราวต่างๆ ก็มลายหายไปสิ้น มนุษย์ต่างรับรู้ว่าความฝันเป็นสิ่งไม่จริง ด้วยเหตุนี้ขณะที่นอนหลับสนิท และฝันถึงเรื่องราวต่างๆ เรื่องราวต่างๆ นั้น ผู้ที่ฝันก็ไม่ได้เห็นว่าความฝันของตนเป็นเรื่องจริงจังอะไร ว่าไปแล้วความฝันอาจจะเกิดจากประสบการณ์ ที่ประสบพบเห็นมาขณะที่ยังไม่หลับ หรือเกิดจากเรื่องราวที่จิตสร้างขึ้นมาใหม่ที่เรียกว่า “จินตนาการ”
กระนั้น ใครๆ ก็ทราบดีว่าความฝันไร้สาระยึดถือไม่ได้ เหมือนกับการดูหนังดูละคร ทุกคนเห็นว่าเรื่องราวที่แสดงเป็นละคร คือเป็นเรื่องราวที่คน (นักประพันธ์) แต่งขึ้น จึงไม่ยึดถือว่าเป็นเรื่องจริง แต่ในทางโลกุตรธรรมชีวิตของผู้คนก็เหมือนกับเรื่องราวในละคร คือเป็นเรื่องไม่จริง ที่ว่าไม่จริงเพราะแต่ละขณะ แต่ละนาทีแต่ละชั่วโมงแต่ละวัน ต่างผันแปรเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีอะไรอยู่คงทนถาวรประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งนั้น สรรพสิ่งเป็นมายามิอาจจะยึดถือสิ่งใดๆ มาเป็นสิ่งที่เป็นสาระใดๆ ได้
แน่นอนเมื่อใดที่เรายึดถือว่า เราเป็นคนหรือเป็นมนุษย์จริงๆ ร่างกายนี้เป็นของเราจริงๆ และเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราก็เป็นเรื่องราวจริงๆ เราก็ต้องรับกรรมหรือรับผลของการกระทำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมไม่ดีแล้ว ก็จะทำให้จิตใจเป็นทุกข์หรือเครียดหรือกลุ้ม
เหนืออื่นใดหากไม่กำหนดรู้ด้วยสติและไม่มีปัญญา จะไม่เห็นความคิดและไม่รู้ที่มาของความคิด แต่ไปสำคัญมั่นหมายว่าเราคิด ทำให้เราถูกสั่งให้ทำตามความคิดตลอดเวลา เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดมาก ก็สับสนมาก และเป็นทุกข์ใจแท้ที่จริงไม่มีใครเป็นผู้ทุกข์ เพราะทุกสิ่งที่ปรากฏนั้นเป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ ตามสมมติ ในขณะที่รูปกระทบนาม หรืออารมณ์กระทบจิต แล้วเกิดอาการหรือปรากฏการณ์นั้นๆ ขึ้น ส่งผลให้ให้จิตสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตนเป็นของตน ซึ่งก็เป็นแต่เพียงความรู้สึกไม่ใช่เป็นจริงๆ ตามที่เราคิดนึก
เมื่ออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ปรากฏให้เห็นด้วยตาปัญญา จึงรู้ว่าไม่มีตัวตนในขันธ์๕ และยึดถือไม่ได้และผู้ยึดถือก็ไม่มี เพราะความคิดหรือจิตเป็นอนัตตา
ดังนั้น ขันธ์๕ ก็เลยมีไม่จริงเป็นแต่เพียงสมมติสัจจะ คือความจริงโดยสมมติเท่านั้น แบบเดียวกับคลื่นกระทบฝั่งลูกแล้วลูกเล่า มีแล้วหายไปเหมือนกับชีวิตคนโดยสมมติ จึงไม่มีใครเกิดและไม่มีใครตาย นอกจากธรรมชาติที่มาประชุมกัน แล้วเปลี่ยนแปลงไปไหลไป ตามกฎธรรมชาติก้อนแล้วก้อนเล่า
ถ้ารู้เช่นนี้และปฏิบัติให้เห็นสัจจธรรมจริงๆ จะไม่กลัวตาย และไม่ถามว่าตายแล้วจะไปไหน เพราะไม่มีผู้มาและไม่มีผู้ไป ถ้าการดับของ ขันธ์ ๕ เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสหรืออวิชชาเหลืออยู่ จะไม่มีการเวียนมาของธาตุ ขันธ์ ๕ ให้เป็นทุกข์อีก จึงต้องเจริญสติปัญญาให้แหลมคมและแข็งแกร่ง เพื่อดับเหตุ ทำลายเหตุ คืออวิชชา ตัณหา อุปาทาน และกรรมให้สิ้นไป เพราะเห็นแจ้งซึ่งสัจจธรรมที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
เมื่อเห็นแจ้งแทงตลอดว่าทุกสิ่งเป็นอนิจจัง ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และทุกสิ่งทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ (ทุกขัง) อีกทั้งยังไร้ตัวตนหรือกลับไปสู่ความว่างเปล่าที่เรียกว่า สุญญตา หรือ อนัตตา ก็จะทำให้จิตหรือไม่ทำให้จิตเกิดความผูกพันกับสิ่งใดๆ
สรุปว่าการที่จิตหมดการยึดถือ หรือหมดการผูกพันในสภาวะธรรมทั้งปวง ก็เพราะจิตคิดนึกว่าไม่มีอะไรจริงในโลกนี้ นอกจากกฎธรรมชาติที่เป็นไปตามกฎของสรรพสิ่ง ที่ว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา) ที่ครอบคลุมปรากฏการณ์ทั้งหลายโดยแสดงออกด้วย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เมื่อหมดการเรียนรู้ก็จะหยุดดู หยุดรู้ หยุดหมุนไปตามกระแสโลกและกระแสธรรม ออกมาเหนือโลก เหนือธรรม เหนือสุข เหนือทุกข์ เหนือความยึดมั่นถือมั่นใดๆ เป็นความรู้สึกปลี้ๆ เปล่าๆ ที่ไม่เป็นอะไร ไม่เกิดไม่ดับ มีแต่รู้อยู่ เห็นอยู่ ซึ่งเป็นความรู้ความเห็นต่อสรรพสิ่งว่า เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้
เมื่อกล่าวถึงที่สุดแล้วการรู้แจ้งที่เรียกว่าการบรรลุธรรมนั้น คือการรู้แจ้งต่อสภาวะกายและใจ ว่าล้วนเป็นทั้งสิ่งปรุงแต่งและไม่ปรุงแต่ง และกายกับใจเป็นมายาภาพเป็นของไม่เที่ยงแท้และแน่นอนว่าเป็นของไม่จริง แต่การที่เราคิดนึกว่ามันเป็นกายใจเราจริงๆ นั้น เกิดจากการหลงผิด หลงไปคิดไปนึกว่าร่างกายคือตัวเรา หรือเราเป็นเจ้าของร่างกาย
เมื่อใดก็ตามที่ใจเราเข้าใจว่าใจมีจริงๆ กายเรามีจริง เมื่อนั้นก็ทำให้จิตใจเราขาดอิสระภาพ และมีชีวิตอยู่อย่างนักโทษที่จองจำด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น เป็นนักโทษที่ถูกจองจำด้วยความหลงผิดของเราเองแท้ๆ
ทั้งนี้ ส่งผลให้จิตใจต้องคิดนึกสับสนวุ่นวาย แล้วพากายให้ไปไขว้คว้าแสวงหาสิ่งภายนอกที่บางคนเรียกว่า “แสวงหาตนเอง” หรือ “ค้นหาตนเอง” ด้วยการดำดิ่งลึกลงไปใน “ความคิดและความรู้สึก” ของตนเอง ทั้งๆ ที่มันเป็นตนเองที่ไร้ตนเอง คือตนเองที่เกิดจากความรู้สึกนึกคิด การค้นหาตนเองจึงพบแต่ความว่างเปล่า เพราะตนเองก็หามีตนเองไม่ ผู้ที่ค้นหาตนเองจึงเปรียบประดุจดั่งผู้ที่ขับขี่รถยนต์ เพื่อแสวงหารถยนต์ที่กำลังขับอยู่
มื่อเป็นเช่นนี้การแสวงหาตนเอง หรือการค้นหาตนเอง จึงเปรียบเสมือนมายาบุรุษคนหนึ่งค้นหามายาบุรุษอีกคนหนึ่ง ในที่สุดสิ่งที่เขาต้องประสบก็คือ “หลงทาง” หรือไปเจอ “ทางตัน” ในระหว่างการแสวงหานั้น คือไม่ได้รับผลใดๆ จากการค้นหา หรือจากการแสวงหานั้น
นั่นจึงเป็นเรื่องที่น่าขบขันเสียเหลือเกิน ที่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างนั่งอยู่ในรถยนต์ แล้วก็หลงไปแสวงหารถยนต์ หรือขณะที่ลอยคออยู่ในน้ำแล้วแสวงหาน้ำ