Objectives ( วัตถุประสงค์)
1. To study history and importance of Duen Aai ; Bun-Kao-Khum (เพื่อศึกษาความเป็นมาและความสำคัญของประเพณีบุญเข้ากรรม )
To study history and importance of Duen Aai ; Bun-Kao-Khum
- ในสมัยพุทธกาล ได้มีภิกษุรูปหนึ่งพายเรือข้ามแม่น้ำแห่งหนึ่ง ในระหว่างนั้นแม่น้ำมีกระแสที่ไหลเชี่ยว ท่านได้เอามือจับใบตะใคร่น้ำ เมื่อเรือถูกน้ำพัดไปทำให้ใบตะใคร่น้ำขาด ทานคิดว่าเป็นเรื่องที่มีโทษเล็กน้อย เวลาใกล้ตายคิดอยากแสดงอาบัติ แต่หาภิกษุที่จะรับไม่มี แม้ว่าท่านจะบำเพ็ญสมณะธรรมอยู่ในป่านานถึง ๒๐,๐๐๐ ปีก็ตาม ก็ไม่อาจที่จะบรรลุธรรมชั้นสูงได้ เวลาตายไปแล้วได้ ไปเกิดเป็นพญานาค ชื่อเอรกปัต หรือแปลว่า นาคใบตะใคร่น้ำ คงจะเป็นเพราะเหตุนี้นักปราชญ์โบราณอีสานจึงได้จัดการเข้ากรรมไว้ให้เป็นประเพณีสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้
- เพื่อให้โอกาสแก่ภิกษุอาบัติที่ไม่มีโอกาสแสดงอาบัติได้แสดงและได้อยู่กรรมจนพ้นอาบัติในเดือนอ้าย หรือ เดือนเจียง
- ระยะเวลาในการประกอบพิธีจะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ได้ วันที่นิยม ทำเป็นส่วนมากคือวันขึ้น 15 ค่ำ โดยกำหนดไว้ 9 วัน ในเดือนเจียง
To study the importance of ceremony of Duen Aai Bun-Kao-Khum
- เมื่อภิกษุออกจากกรรมแล้ว จะเป็นผู้หมดมลทินมีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง และชาวบ้านที่ทำบุญถวายทานแด่พระสงฆ์ระหว่างเข้ากรรมจะได้บุญกุศลที่ยิ่งใหญ่
- เป็นการแทนคุณมารดาที่ต้องอยู่กรรม(อยู่ไฟ) ด้วยการเข้ากรรมทำอยู่เก้าราตรี
- งานบุญในเดือนนี้มักจะเป็นพิธีกรรมทางสงฆ์เสียมากกว่า ผู้คนมีความเชื่อกันว่า หากทำบุญแด่พระสงฆ์ในช่วงที่ท่านเข้ากรรมจะได้อานิสงส์สูง เพราะในยามที่พระสงฆ์เข้ากรรมถือเป็นช่วงที่เคร่งวินัยและบริสุทธิ์มากที่สุด การเข้ากรรมของพระสงฆ์ก็เปรียบได้กับการอยู่กรรม ของแม่ลูกอ่อนหรือหญิงที่พึ่งจะคลอดลูกใหม่ที่จะต้องอยู่กรรม ปฏิบัติตัวให้เหมาะสมคือจะต้องรู้จัก คะลำ(ระวัง) ทั้งเรื่องการกินและกิจวัตร ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งแม่และลูก
- มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ภิกษุชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ และถือเป็นการแทนคุณมารดาที่ต้องอยู่กรรม
- มีการเข้ากรรมทำอยู่เก้าราตรี มีขั้นตอนการปฏิบัติ คือ สามราตรีแรกเรียกว่า อยู่บริวาส และหกราตรีต่อมาเรียกว่า อยู่มานัต เมื่อครบเก้าราตรีจึงอัพภาน คือ ออกจากกรรม โดยมีพระสงฆ์ 20 รูป เป็นผู้สวดอัพภาน
- ในอดีตพุทธศาสนิกชนมีความศรัทธาต่อประเพณีบุญเข้ากรรมมาก และในปัจจุบันชาวอีสานก็ยังให้ความสำคัญกับงานบุญในเดือนเจียงนี้อยู่แม้จะมีจำนวนลดน้อยลงบ้างตามกาลเวลา